| View previous topic :: View next topic |
| Author |
Message |
supawan

Joined: 15 Dec 2005 Posts: 3151
|
Posted: Wed Feb 25, 2009 2:07 am Post subject: บทวิเคราะห์การล่มสลายของเศรษฐกิจทุนนิยมในมุมมองของพุทธศาสนา |
|
|
บทวิเคราะห์การล่มสลายของเศรษฐกิจทุนนิยมในมุมมองของพุทธศาสนา
ในช่วงเวลา ๒๘ ปีที่ดิฉันมาพำนักอาศัยอยู่ที่ประเทศอังกฤษนี้ ยังไม่เคยเห็นสภาวะเศรษฐกิจที่ล้มอย่างระเนระนาดเช่นนี้มาก่อน เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศอังกฤษที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ศูนย์ ดังที่ทราบกันแล้วว่า วิกฤตการทางเศรษฐกิจนี้กำลังเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยที่ประเทศไอ๊ซแลนด์ Iceland เป็นประเทศแรกที่ล้มละลาย
บัดนี้ นักการเมืองและผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจทั้งหลายล้วนหาทางแก้ปัญหาวิกฤตการทางการเงินนี้อย่างร้อนรน รัฐบาลส่วนมากมักหาทางออกโดยอัดเม็ดเงินเพื่อประคับประคองให้องค์กรการเงินต่าง ๆ เช่น ธนาคารดำเนินงานต่อไปได้ โดยเอาเงินภาษีของประชาชนมาใช้ แต่สิ่งที่น่ากลัวมากที่เกิดในประเทศมหาอำนาจอย่างอังกฤษคือ แม้รัฐบาลได้เอาเงินของราษฎรใส่ถาดประเคนให้องค์กรการเงินนับจำนวนพันล้านปอนด์แล้วก็ตาม เงินมากมายเหล่านั้นที่สามารถนำมาช่วยเหลือคนอาฟริกาทั้งทวีปกลับละลายละเหยไปในอากาศในช่วงระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น เงินเหล่านั้นกลับไม่มีคุณค่าหรือไม่มีผลใดๆ ตามเป้าหมายที่ต้องการกอบกู้วิกฤตการทางการเงินและสภาวะเศรษฐกิจให้กลับคืนสู่ความปกติได้แต่อย่างใด
ถึงแม้ดิฉันจะเกริ่นนำโดยเอาปัญหาในประเทศอังกฤษขึ้นมาพูด ย่อมเป็นที่รู้กันว่า วิกฤตการทางเศรษฐกิจในขณะนี้กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกรวมทั้งในเมืองไทยของเราซึ่งเป็นส่วนย่อยของระบบเศรษฐกิจโลกด้วย
กำเนิดชนชั้นกลาง
วิถีชีวิตของมนุษย์ทุกวันนี้ล้วนเป็นผลของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อราว ๒๐๐ ปีที่ผ่านมาเมื่อยุโรปละทิ้งระบบเจ้าขูนมูลนายและเริ่มมีการปฏิวัติอุตสาหกรรมอันเป็นรุ่งอรุณของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมหรือบริโภคนิยมในทุกวันนี้
หลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมโดยมีการทำเกษตรกรรมขนาดใหญ่และการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมที่มีการจ้างงานมากขึ้นแล้ว รายได้จากการขยายกิจการทางธุรกิจต่าง ๆ เริ่มทำให้ความเป็นอยู่ของคนดีขึ้น สร้างสถานะทางชนชั้นใหม่ที่เรียกว่า “ชนชั้นกลาง” ให้แก่มนุษย์กลุ่มหนึ่ง (ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่มี มีแต่กลุ่มคนที่รวยสุด ๆ เช่นพวกกษัตริย์ราชวงศ์ เจ้าขูนมูลนายชั้นสูง ๆ หรือไม่ก็จนแบบสุด ๆ ซึ่งเป็นคนหมู่มากของสังคม) เมื่อความเป็นอยู่ดีขึ้น กงล้อของเศรษฐกิจระบบทุนนิยมก็เริ่มหมุน โดยสร้างความต้องการในกลุ่มผู้บริโภคเพื่อจะได้ผลิตสินค้าออกมากขึ้นและขายได้มากขึ้น โดยมีองค์กรทางการเงินต่าง ๆ เช่น ธนาคาร เป็นผู้ซื้อเงิน (ดอกเบี้ยเงินฝาก) และขายเงิน (ดอกเบี้ยเงินกู้) ให้แก่ทั้งพ่อค้าและผู้บริโภค วิถีชีวิตที่ถูกควบคุมโดยกลไกทางเศรษฐกิจเช่นนี้ก็ดำเนินมาได้ค่อนข้างราบรื่น อาจมีช่วงถดถอยบ้างก็หลังสงครามโลกทั้ง ๒ ครั้ง แต่ไม่นานสภาวะเศรษฐกิจที่เรียกว่า “ปกติ” ในสายตาของชาวโลกก็ถูกฟื้นฟูขึ้นมาอีก
แสวงหาวิถีชีวิตสมบูรณ์แบบ (American dream)
ในช่วง ๔๐-๕๐ ปีที่ผ่านมานี้ ระบบเศรษฐกิจแบบบริโภคนิยมได้ก้าวหน้าขึ้นมาถึงอีกจุดหนึ่งโดยมีประเทศอเมริกาเป็นแม่แบบ คือ ไม่เพียงแต่สร้างวิถีชีวิตของชนชั้นกลางให้เด่นชัดเท่านั้น แต่ยังเน้นว่าวิถีชีวิตของชนชั้นกลางจะต้องเป็นไปตามแม่แบบที่เรียกว่า American dream โดยใช้อุตสาหกรรมบันเทิง เช่น ฮอลลีวูด เป็นสื่อผ่านภาพยนตร์ทั้งจอใหญ่จอเล็กและระบบการโฆษณา(ชวนเชื่อ) ด้วยเสียงดังกึกก้องไปทั้งโลกว่า วิถีชีวิตที่ “ปกติ” ของมนุษย์นั้นจะต้องเป็นไปตามแบบอย่างของชาวอเมริกันที่มีบ้านใหญ่โต มีเครื่องใช้ไม้สอยที่อำนวยความสะดวกสบายทุกอย่าง
จากแม่แบบ ที่เรียกว่า American dream นี่เองที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมหรือบริโภคนิยมเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้นทุกทีในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ การผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครวมทั้งสินค้าประเภทให้บริการได้เพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างมโหฬาร สติปัญญาของมนุษย์ถูกนำมาใช้ประดิษฐ์คิดค้นเพื่อหาวิธีการหรือเทคโนโลยี่ใหม่ ๆ มาผลิตสินค้าที่น่าดึงดูดใจและน่าตื่นเต้นให้กับผู้บริโภคอยู่เสมอ สร้างความยิ่งใหญ่และก้าวร้าวให้กับเศรษฐกิจทุนนิยมหรือบริโภคนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ
ค่ายคอมมิวนิสต์ล่ม
ความเจริญเติบโตของระบบบริโภคนิยมนี้ยังเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้ประเทศที่อยู่ในค่ายสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์ เช่น รัสเซียและจีนล้มละลายอย่างระเนระนาด ประชาชนของประเทศเหล่านี้ไม่ลังเลที่จะอ้าแขนรับระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอย่างเต็มที่จนทำให้ประเทศจีนสามารถก้าวขึ้นมาสู่ความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจได้ในช่วงเวลาเพียงไม่ถึง ๒๐ ปีเท่านั้น
จุดเริ่มต้นของระบบเงินตรา
วิกฤตการทางเศรษฐกิจเริ่มก่อตัวเมื่อองค์กรที่รับผิดชอบเรื่องการซื้อขายเงินตราเผชิญภาวะหนี้สูญหาย Credit Crunch ธนาคารไม่สามารถปล่อยเงินกู้ได้อีกต่อไป จึงทำให้ระบบการเงินที่เคยซื้อขายกันอย่างคล่องตัวล้มอย่างระเนระนาด
สาเหตุของการล่มสลายของตลาดการเงินที่แท้จริงนั้นมีความซับซ้อนมาก ท่านสามารถเข้าใจง่าย ๆ เช่นนี้ว่า ที่จริงแล้ว เงินธนบัตรเป็นเพียงแผ่นกระดาษธรรมดาที่ถูกความรู้ทางโลก (เศรษฐศาสตร์) อุปโลกน์หรือสมมุติให้เป็นแผ่นกระดาษที่มีค่าเพื่อใช้เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสิ่งของที่จำเป็น คือแทนที่จะเอาของที่เรามีเหลือมาแลกเปลี่ยนสิ่งที่เราจำเป็นต้องใช้ barter เหมือนที่ทำกันในสมัยโบราณ เมื่อจำนวนประชากรมีมากขึ้น เพื่อความสะดวก มนุษย์จึงสร้าง “เงินตรา” ขึ้นมาใช้แทนการแลกเปลี่ยนสินค้า Money is the medium of exchange. เมื่อบวกกับกิเลส ตัณหา อุปาทาน ของมนุษย์แล้ว เงินจึงเริ่มมีบทบาทตั้งแต่บัดนั้น
ธนบัตรซึ่งเป็นกระดาษธรรมดาแต่ละแผ่นจะเริ่มมีคุณค่าขึ้นมาก็ต่อเมื่อมีการเปลี่ยนมือ เมื่อมีการส่งทอดธนบัตรกันเมื่อไหร่ หมายความว่าการซื้อขายเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการทำกำไร (ได้ธนบัตรมากขึ้น) ระบบเงินตราจึงพัฒนาความซับซ้อนมาเรื่อย ๆ จากเงินที่เป็นใบธนบัตร เมื่อต้องใช้มากขึ้น ไม่ต้องขนมาก ก็มาใช้เป็นแผ่นกระดาษที่เรียกเช็คแทน และพัฒนามาเป็นเงินพลาสติกหรือบัตรเครดิตเพื่อสะดวกในการใช้จ่ายมากขึ้น มาบัดนี้ เงินได้กลายเป็นตัวเลขบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ นอกจากนั้น ยังมีตลาดหลักทรัพย์ที่ซื้อขายเงิน ทำให้พ่อค้าสามารถทำกำไรหรือขาดทุนจากการซื้อขายเงินทีละมาก ๆ ภายในระยะเวลาเพียงสั้น ๆ เท่านั้น ทำให้คนเป็นมหาเศรษฐีได้ชั่วพริบตาหรือไม่ก็ฆ่าตัวตายไปเลย
ความตะกละของพ่อค้าเงิน
ในขณะที่ระบบเงินตราพัฒนาความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ นั้น กิเลสตัวโลภของมนุษย์ก็พัฒนาความซับซ้อนของมันเช่นกัน ความตะกละเพิ่มความรุนแรงและ ก้าวร้าวมากขึ้น แทนที่อยากทำกำไรเท่าที่จำเป็น กลับอยากได้เงินกำไรก้อนใหญ่ ๆ ทำให้พ่อค้าซื้อขายเงินตรา (ธนาคาร บริษัทประกัน บริษัทกู้เงินซื้อบ้าน) เหล่านี้เอาเงินฝากของประชาชนก้อนใหญ่ ๆ เช่น เงินฝากประจำ เงินฝากประกันชีวิต เงินบำเหน็จบำนาญ ไปขายต่อทั้งก้อนใหญ่ ๆ เพื่อทำกำไรให้กับตัวเองมากขึ้น (แทนที่จะให้เงินเหล่านี้นอนแช่นิ่งเฉย ๆ เงินไม่งอก ไม่มีกำไรถ้าไม่มีการเปลี่ยนมือ) ประชาชนทั่วไปส่วนมากไม่เข้าใจเพราะความซับซ้อนของระบบซื้อขายเงินตรา จะรู้กันก็แต่คนทำงานระดับผู้บริหารใหญ่ ๆ ขององค์กรการเงินเหล่านี้ที่ล้วนมีความตะกละหิวโหยเงินทองทั้งสิ้น เมื่อเงินก้อนใหญ่มาก ๆ ถูกซื้อขายต่อกันหลายทอด ลูกหนี้บางรายก็เป็นหนี้เสี่ยง ไม่สามารถคืนเงินกู้ ปรากฏว่าเงินของประชาชนที่ควรถูกเก็บไว้อย่างปลอดภัยตามสถาบันการเงินก็สูญหายกันเป็นก้อนใหญ่ ๆ อย่างฉับพลันทันใด เพราะพ่อค้าเงินที่ตะกละเหล่านี้เอาเงินของประชาชนไปหมุนเพื่อทำกำไรให้ตัวเอง
นี่แหละคือ ต้นตอปัญหาที่แท้จริงของการล้มละลายทางเศรษฐกิจอย่างฉับพลัน โดยเริ่มจากการล้มของบริษัทการเงิน Northern Rock ของอังกฤษก่อนซึ่งเป็นบริษัทให้คนกู้เงินไปสร้างบ้าน แต่โดมิโน่ตัวแรกที่ทำให้ตลาดการเงินล้มครึนล่าสุดนี้คือ บริษัทการเงินยักษ์ใหญ่ Lehman Brother ของอเมริกาที่ประกาศล้มละลายในเดือนกันยายน ๒๕๕๒/๒๐๐๘ ซึ่งบริษัทนี้อุ้มชูบริษัทการเงินที่ใหญ่รองลงมาตลอดจนธุรกิจการเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ ของทั่วโลก ฉะนั้น ใครที่มีอะไรเกี่ยวข้องผูกมัดกับบริษัทการเงินนี้ จะถูกกระทบไปหมด
เมื่อระบบการเงินล้ม ธุรกิจใหญ่น้อยทั้งหลายที่ต้องพึ่งพาระบบธนาคารก็พลอยล้มครึนตามไปด้วยอย่างเป็นลูกโซ่ ในที่สุด ก็กระทบมาถึงประชาชนทั้งหลายผู้เป็นส่วนประกอบชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเคลื่อนตัวไปได้ เมื่อระบบธนาคารและธุรกิจล้มละลาย คนก็เริ่มตกงาน รายได้ที่เคยเข้ามาแต่ละเดือนเป็นค่าผ่อนบ้าน ซื้อรถยนต์ ซื้อสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ตลอดจนส่งลูกไปโรงเรียนดี ๆ และใช้วิถีชีวิตแบบ American dream ก็หมดไปด้วย สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือ ความกลุ้มใจ วิตกกังวล ตกใจ และกลัวอนาคตที่มืดมน
อะไรคือ “วิถีชีวิตปกติ” อย่างแท้จริง
ดิฉันเห็นว่าก่อนที่นักการเมืองและ“ผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจ”ทั้งหลายจะหาหนทางแก้ไขฟื้นฟูสภาวะการเงินโลกที่กำลังล้มละลายซึ่งไม่มีอะไรมากไปกว่าการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปในระบบ เป็นน้ำมันหล่อลื่นให้สภาวะการเงินเดินหน้าได้อย่างคล่องตัวเหมือนเดิมอีก ความเชื่อมั่นในวิธีนี้ทำให้รัฐบาลของแต่ละประเทศ เช่น อเมริกาและอังกฤษเอาเงินภาษีของราษฎรใส่ถาดประเคนให้พ่อค้าที่ซื้อขายเงิน ตรา หวังให้นำไปปล่อยกู้เพื่อให้ธุรกิจต่างๆ เดินหน้าได้ คนตกงานจะได้น้อยลง แต่ก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้อย่างฉับพลันทันใด กลับทำให้เงินมากมายเหล่านี้ระเหยไปในชั่วพริบตา
คำถามที่ควรต้องถามอย่างจริงจังคือ วิถีชีวิตแบบ American dream นี้เป็นวิถีชีวิตที่ปกติจริงหรือไม่ เพราะถ้าวิถีชีวิตเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องปกติแล้วไซร้ ย่อมหมายความว่า ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมหรือบริโภคนิยมก็ไม่ใช่เป็นเรื่องปกติเช่นกัน และเราย่อมไม่สามารถเอามาเป็นมาตรฐานการดำเนินชีวิตได้ คำถามต่อไปคือ วิถีชีวิตปกติอย่างแท้จริงเป็นอย่างไรเล่า
คำตอบอยู่ที่ “ไม่มีสุขใดยิ่งกว่าความสงบ”
ในความเห็นของดิฉัน คำถามลึกซึ้งถึงขั้นถามว่า “วิถีชีวิตที่ปกติเป็นอย่างไร” นั้น เราจะไปปรึกษานักปรัชญา นักจิตวิทยา นักเขียนอย่างสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ มีมนุษย์ท่านเดียวที่สามารถตอบเราได้อย่างตรงไปตรงมาและย่อมเป็นคำตอบที่เชื่อถือได้ด้วย เพราะบุคคลนั้นไม่ใช่นักการเมือง นักจิตวิทยา หรือนักปรัชญา แต่คือ พระพุทธเจ้าผู้เป็น “ครูที่แท้จริงท่านแรกของโลก” ท่านได้ให้คำตอบเรื่องความปกติของชีวิตแก่มนุษย์แล้วโดยท่านตรัสผ่านพุทธพจน์ง่าย ๆ บทหนึ่งที่ชาวพุทธส่วนมากรู้จักกันดี นั่นคือ
“ไม่มีสุขใดยิ่งกว่าความสงบ”
พุทธพจน์ที่ฟังง่าย ๆ บทนี้แหละที่จะให้คำตอบอันนำไปสู่การแก้ไขวิกฤตการทางเศรษฐกิจของโลกในขณะนี้ ซึ่งแน่นอน จำเป็นต้องอธิบายกันหน่อย
ค้นพบชีวิตปกติในคืนตรัสรู้
เพื่อให้ชาวพุทธไทยเข้าใจอย่างง่าย ๆ สั้นๆ จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องยอมรับเสียก่อนว่า ในคืนที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น ท่านได้ค้นพบเส้นปกติของจิตใจมนุษย์ซึ่งท่านเรียกว่า พระนิพพาน เส้นปกตินั้นคือ สภาวะสงบสุขของจิตใจหรือวิมุตติสุขนั่นเอง ท่านจึงเน้นว่า ไม่มีความสุขอื่นจะยิ่งใหญ่เหนือกว่าความสงบสุขของจิตใจ ซึ่งเป็น “ ความสุขในระดับปกติ” ฉะนั้น เส้นปกติของจิตใจ หรือ วิมุตติสุขที่ให้ความสุขแบบปกตินี้เองที่จะสร้าง “วิถีชีวิตปกติที่แท้จริง” ให้แก่มนุษย์ นี่เป็นข้อเท็จจริงที่เราท่านทั้งหลายต้องยอมรับด้วยความศรัทธาเคารพในพระพุทธเจ้าเสียก่อน เพราะท่านมีปัญญาที่ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์ทั้งปวง หากยอมรับข้อเท็จจริงนี้แล้ว ท่านผู้อ่านจะเข้าใจบทความนี้ได้ง่ายขึ้น
ภาพลูกศรข้างล่างนี้จะช่วยให้เห็นได้ชัดเจนขึ้น
ก่อนการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั้น ไม่มีใครรู้จักความปกติของชีวิตที่แท้จริง ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกับการไม่รู้จักสภาวะพระนิพพาน หรือ ไม่รู้สัจธรรมอันสูงสุด ฉะนั้น นักแสวงหาในยุคนั้นจึงไม่รู้ว่าตัวเองกำลังแสวงหาอะไรอยู่ จึงเสาะหาสัจธรรมกันอย่างสะเปะสะปะ เปรียบเสมือนลูกศรที่ชี้ไปคนละทิศละทาง ไม่มีระเบียบ
แต่หลังจากที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ท่านพบสภาวะสัจธรรมอันสูงสุด หรือ พระนิพพาน ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกับการพบสภาวะปกติของจิตใจหรือเส้นปกติของชีวิตที่สร้างวิถีชีวิตอันปกติ เมื่อพระพุทธเจ้าพบเส้นปกตินี้แล้ว ท่านจึงป่าวประกาศสอนสาวกทั้งหลาย ทำให้การแสวงหาของคนในยุคนั้นมีจุดหมายปลายทางที่ชัดเจนขึ้นมาทันที สร้างทางลัดให้ผู้แสวงหาสัจธรรมทั้งหลาย เปรียบเสมือนลูกศรที่ชี้ไปยังจุดหมายปลายทางที่แน่ชัดเดียวกันหมด ดังภาพข้างล่างนี้
ความรู้สึกทนง่ายกับทนยาก
ถ้าความสงบสุขของจิตใจคือ ความสุขที่แท้จริง และเป็นสภาวะที่ปกติอย่างแท้จริงแล้ว เราต้องถามต่อไปว่า แล้วความสุขของชนชั้นกลางในแบบ American dream ที่ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมหยิบยื่นให้นั้นคืออะไรเล่า นั่นไม่ใช่เป็นความสุขที่แท้จริงดอกหรือ นั่นไม่ใช่ความปกติของจิตใจดอกหรือ? ท่านจะได้คำตอบโดยดูจากเส้นกราฟข้างล่างนี้
จิตใจของมนุษย์มีความรู้สึกนึกคิดอันเป็นสภาวะที่แปรเปลี่ยนเสมอ มีอาการขึ้นลงเหมือนเส้นกราฟในภาพข้างบน คราใดที่ความรู้สึกดีดขึ้น(ฟู) ก็จะรู้สึกเป็นสุข ซึ่งเป็นความสุขแบบโลก ๆ หรือ กามสุข คนชอบมากเพราะเป็นความรู้สึกที่ทนง่าย คราใดที่ความรู้สึกดีดลง(แฟบ) เราก็รู้สึกไม่สบายใจ กลุ้มใจ วิตกกังวล เป็นทุกข์ คนไม่ชอบ เพราะเป็นความรู้สึกที่ทนยาก
ก่อนหน้าที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น ไม่มีใครรู้ว่าอะไรคือสภาวะปกติของจิตใจมนุษย์อย่างแท้จริง พอท่านตรัสรู้แล้ว ท่านได้ค้นพบเส้นปกติของจิตใจคือ เส้นราบเรียบที่อยู่ตรงกลาง ท่านเรียกสภาวะนี้ว่า สงบสุข หรือ วิมุติสุข อันเป็นสภาวะปกติธรรมดาของจิตใจอย่างแท้จริง ไม่ต้องทนแต่อย่างใด
ไม่ว่าอารมณ์ความรู้สึกจะดีดขึ้น (ทนง่าย) หรือดีดลง (ทนยาก) ในสายตาของพระพุทธเจ้าแล้ว ล้วนเป็นสภาวะที่ห่างไกลจากความปกติของจิตใจ หรือ ผิดปกติทั้งสิ้น ในที่สุดแล้วธรรมชาติของความรู้สึกจะมีการปรับตัวเพื่อกลับคืนสู่จุดสมดุลคือเส้นปกติของมันเสมอ เป็นความรู้สึกที่ไม่ต้องทน เหมือนกฎทางฟิสิกส์ เช่น ลูกตุ้ม Pendulum หรือชิงช้า เมื่อมีแรงมาผลัก ก็จะแกว่งไปมา (เหมือนเส้นกราฟขึ้นลง) เมื่อหมดแรงเหวี่ยง มันก็จะหยุดนิ่ง หรือปรับตัวเข้าสู่เส้นปกติ ฉะนั้น กามสุขอันเป็นเส้นกราฟที่ดีดขึ้นนั้นจึงไม่ใช่เป็นความสุขที่แท้จริงในความหมายของพระพุทธเจ้า มันเป็นความสุขชั่วคราวเท่านั้น เมื่อหมดเชื้อเพลิง มันก็จะปรับตัวเข้าสู่ระดับปกติ คือ สุขแบบสงบ (วิมุติสุข ไม่ต้องทน)
ความทุกข์ก็เช่นกัน เมื่อหมดแรงเหวี่ยงของมันแล้ว มันจะปรับตัวกลับมาสู่เส้นปกติเช่นกัน คนที่คิดฆ่าตัวตายหรือฆ่าไปแล้วไม่รู้ข้อเท็จจริงที่สำคัญนี้ หากพวกเขามีความอดทนสักหน่อย พยายามคุยกับคนอื่นเพื่อแบ่งเบาปัญหาหนักหน่วงของตัวเองแล้ว (เท่ากับซื้อเวลาให้พลังการแกว่งลงของจิตใจน้อยลงเพื่อปรับเข้าสู่เส้นปกติ) สภาวะทุกข์จะค่อย ๆ จางลง จนถึงจุดหนึ่งความทุกข์ที่เจ็บปวดจะหายไปจากจิตใจ เมื่อถึงเวลานั้น คนที่เคยคิดอยากฆ่าตัวตายจะรู้สึกโล่งอก ดีใจมากว่าไม่ได้ฆ่าตัวตายจริง ๆ เพราะเมื่อกลับมามองปัญหาที่เคยคิดว่าหนักหน่วงมากจนอยากฆ่าตัวตายนั้น มันไม่ได้หนักหนาสากรรจ์อย่างที่เคยคิดแต่อย่างใด นี่แหละคือ ความเป็นอนิจจังของความคิด
ภาพลูกตุ้มข้างล่างนี้จะช่วยให้เข้าใจสภาวะสุขกับทุกข์ที่เพิ่งอธิบายไป
ฉะนั้น กามสุขกับทุกข์ในสายตาของพระพุทธเจ้าจึงเปรียบเหมือนหน้าสองด้านของเหรียญอันเดียวกัน two sides of the same coin หรือเหมือนลูกตุ้มที่ยังแกว่งซ้ายขวาหรือแกว่งระหว่างกามสุขกับทุกข์อยู่ ทั้งสองสภาวะนั้นล้วนห่างไกลความปกติที่แท้จริงของจิตใจอันเปรียบเหมือนลูกตุ้มที่หยุดแกว่งและหยุดนิ่งแล้ว ชาวพุทธไทยต้องพยายามทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้ถ่องแท้ เรื่องนี้เป็นแก่นแท้ของพุทธธรรมอย่างแท้จริง
เข้าใจกามสุข
กามสุขกับวิมุติสุขจึงมีความแตกต่างกันมาก เป็นคนละเรื่องกันเลย คำว่า กาม ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงอารมณ์ทางเพศอย่างเดียวเหมือนที่ชาวพุทธไทยส่วนมากเข้าใจ กามสุขมีความหมายที่กว้างกว่านั้น คือ ความสุขอันเนื่องจากการได้เห็นสิ่งสวยงาม ได้ยินเสียงไพเราะ ได้กลิ่นหอมหวน ได้ลิ้มชิมรสอร่อย และได้สัมผัสที่นุ่มนวล สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเรียกรวมว่ากามสุข ซึ่งมักเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเงินทอง เกียรติยศ ชื่อเสียง และอำนาจอย่างแนบแน่น เพราะหากใครร่ำรวย มีหน้ามีตาในสังคมแล้ว คนเหล่านี้ย่อมมีอำนาจทางการเงินและทางสังคมเพียงพอที่จะหา “กามสุข” อย่างง่ายดาย และกามสุขก็เป็นความสุขอย่างหนึ่งตามที่ชื่อของมันบอกอยู่โต้ง ๆ เพียงแต่คนที่ขาดปัญญาทางธรรมไม่รู้ข้อเท็จจริงว่า กามสุขเหล่านี้ไม่ได้เที่ยงแท้ ถาวร อยู่ยงคงกระพัน เป็นความสุขที่แกว่งไปมา เดี๋ยวมี เดี๋ยวหาย กามสุขจึงไม่ใช่เป็นความสุขที่แท้จริง เป็นความรู้สึกที่ทนง่ายหน่อยเท่านั้น เราจึงไม่สามารถนำกามสุขมาเป็นมาตรฐานของชีวิต การเอากามสุขเป็นมาตรฐานชีวิต จึงเท่ากับสร้างเส้นมาตรฐานจอมปลอมขึ้นมานั่นเอง
ต้นตอของปัญหา
ความเข้าใจผิด(เพราะขาดปัญญาทางธรรม)ในเรื่องเส้นปกติของจิตใจมนุษย์นี้แหละเป็นบ่อเกิดที่แท้จริงของวิกฤตการทางเศรษฐกิจในขณะนี้ เมื่อชาวโลกเข้าใจผิดว่า กามสุขคือ มาตรฐานที่เป็นปกติของชีวิตแล้ว สิ่งที่นักการเมืองและผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจได้ทำมา คือ พยายามประคับประคองให้เส้นมาตรฐานจอมปลอมนี้อยู่อย่างถาวร หรือ พยายามให้มนุษย์มีกามสุขอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะฝืนกฎธรรมชาติแห่งความเปลี่ยนแปลง (อนิจจัง) อย่างรุนแรง (กรุณาดูภาพลูกตุ้ม pendulum) การแก้ปัญหาทั้งปวงที่เกิดในโลกนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรู้จักเส้นปกติก่อน จึงแก้ได้ มิเช่นนั้น จะมัววนเวียนอยู่กับการแก้ปัญหาในลักษณะที่ต้องการให้ลูกตุ้มแกว่งไปทางซ้าย (กามสุข) และคาอยู่เช่นนั้นตลอดเวลา โดยไม่ยอมรับการแกว่งไปทางขวา (ทุกข์) ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ผิดกฎธรรมชาติ จึงแก้ปัญหาไม่ได้
ปัจจัยหล่อเลี้ยงกามสุข
นอกจากกามสุขไม่มีความยั่งยืน เพราะอยู่ภายใต้กฎอนิจจังแล้ว ปัจจัยที่หล่อเลี้ยงให้กามสุขเจริญรุ่งเรืองคือ กิเลสของมนุษย์ ภาษาพระมักเรียกคล้องจองกันว่า กิเลส ตัณหา อุปาทาน ปัจจัย ๓ ตัวนี้เป็นเหมือนน้ำมันหล่อเลี้ยงให้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมหรือบริโภคนิยมเบ่งบานอย่างสุดเหวี่ยงในช่วง ๕๐ ปีที่ผ่านมา ตามภาพวงจรที่แสดงให้เห็นข้างล่างนี้
นี่เป็นคำอธิบายว่าทำไมประเทศจีนจึงกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว เพราะกิเลสที่ต้องการกามสุขนั้นเปรียบเหมือนการพายเรือตามน้ำ ไม่ต้องฝืน ไม่ต้องต่อสู้ กิเลสที่เคยถูกกดข่มไม่ให้เสวยกามสุขอย่างเปิดเผยในสังคมคอมมิวนิสต์นั้น เมื่อได้รับการตอบสนองแล้ว จึงเหมือนผีเปรตที่หิวโหยมานาน พอมีอาหารอร่อยมาวางอยู่เบื้องหน้า ก็รีบคว้ากินอย่างตะกละให้สมกับความอดอยากและหิวโหยมานาน
เส้นผิดปกติบดบังพุทธปัญญา
การเอาเส้นมาตรฐานจอมปลอมมาเป็นเส้นปกติของชีวิตนี้ได้ลามปามมาถึงภูมิปัญญาของชาวพุทธ แทนที่พระสงฆ์องค์เจ้าและผู้สูงอายุซึ่งควรมีปัญญาทางธรรมจะให้พรคนทั่วไปโดยเน้นให้เขามีความเจริญก้าวหน้าทางธรรม สามารถปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจนพาตัวเองออกจากคุกชีวิตหรือถึงพระนิพพาน อันเป็นการบรรลุเป้าหมายของชีวิตพบความสงบสุขอย่างแท้จริง กลับให้พรคนด้วยการเน้นให้เขามีทรัพย์สินเงินทอง มีเกียรติยศ ชื่อเสียง มีอำนาจวาสนา และเป็นเจ้าคนนายคนแทน ซึ่งเท่ากับส่งเสริมให้เขาไขว่คว้าหากามสุข หรือบอกให้เขาพอใจที่จะติดคุกชีวิตต่อไป จนขนาดผู้นำของประเทศไทยยุคหนึ่งให้คำขวัญแก่ประชาชนชาวไทยว่า “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข” แม้ศาสนาที่นับถือพระเจ้า พระเจ้าของเขาก็ถูกแทนที่ด้วยเงิน God is money and money is God!
ชีวิตที่กลับหัวกลับหางเมื่อยึดเส้นผิดปกติ
ถึงจุดนี้ ท่านผู้อ่านควรจะมองเห็นภาพที่ชัดเจนแล้วว่าคำเหล่านี้ล้วนมีคุณค่าที่เกี่ยวข้องกันอย่างแนบแน่น ซึ่งดิฉันจะใช้เครื่องหมาย = แทน นั่นคือ
ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม (บริโภคนิยม) = เงินทอง เกียรติยศ ชื่อเสียง อำนาจ = กามสุข = เส้นมาตรฐานจอมปลอม = เส้นผิดปกติของชีวิต = กิเลสเบ่งบาน
ถ้าท่านเข้าใจความสัมพันอันแนบแน่นของคำและวลีต่าง ๆ เหล่านั้นแล้ว ท่านจะเริ่มเข้าใจปัญหาที่แท้จริงของมนุษย์ซึ่งไม่ใช่จำกัดเพียงเรื่องเศรษฐกิจเท่านั้น ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมนี้เป็นเรื่องที่ไม่ปกติอย่างยิ่งในความหมายของความปกติอย่างแท้จริงของพระพุทธเจ้า เมื่อมนุษย์เอาเส้นจอมปลอมนี้มาเป็นเส้นปกติแล้ว ชีวิตของมนุษย์จึงรวน กลับหัวกลับหาง ห่างไกลจากความปกติที่แท้จริงมากขึ้นทุกที
โศกนาฏกรรมในสถาบันครอบครัว
สภาวะที่ห่างไกลความปกตินั้นเริ่มตั้งแต่สถาบันครอบครัวอันเป็นสถาบันที่สำคัญที่สุดของชีวิตมนุษย์ พ่อแม่ต้องคิดสร้างหลักฐานมั่นคงให้แก่ครอบครัวของตนเอง ความมั่นคงนั้นก็ต้องมาจากเงินเพราะเป็นใบเบิกทางแห่งกามสุข และความมีหน้ามีตาในสังคม ฉะนั้น การสร้างความมั่นคงให้ครอบครัวจึงเกี่ยวเนื่องกับการตื่นเช้าเพื่อออกไปทำงานหาเงินมาจุนเจือครอบครัว ถ้าพ่อบ้านหาเงินคนเดียวไม่พอที่จะนำมาซื้อกามสุขอันครบถ้วน เช่น ซื้อบ้าน รถ อาหาร เสื้อผ้า ยารักษาโรค และของฟุ่มเฟือยต่าง ๆ ละก็ แม่บ้านซึ่งควรจะอยู่บ้านเลี้ยงลูกก็ต้องออกไปทำงานด้วยเพื่อสมาชิกในครอบครัวจะได้มาซึ่งกามสุข ซึ่งคนส่วนมากคิดว่า นี่แหละคือ “การประสบความสำเร็จของชีวิต” เพราะได้บรรลุเป้าหมายของเส้นมาตรฐานจอมปลอมของสังคมแล้ว
การพยายามไต่เต้าเพื่อให้ได้มาซึ่งกามสุขนี้ ไม่ใช่เพียงผู้ใหญ่ที่ต้องห่วงแต่การทำมาหากินเพื่อเอาเงินมาจุนเจือครอบครัวเท่านั้น ด้วยความหวังดี(ที่ขาดปัญญาทางธรรม)ของพ่อแม่ ทำให้ผู้ใหญ่พยายามตระเตรียมลูกเล็กของตนเองให้ประสบความสำเร็จในชีวิตเช่นพ่อแม่ โดยเคี่ยวเข็ญให้ลูกเล็กต้องเป็นคนเรียนเก่ง ต้องเรียนให้จบปริญญาระดับสูง ๆ เพื่อเขาจะได้มีเงินทอง มีหน้ามีตาในสังคม ฉะนั้น เด็กเล็กสมัยนี้จึงเติบโตขึ้นมาด้วยความกดดันจากรอบข้าง นอกจากจะไม่ได้รับความอบอุ่นจากพ่อแม่เนื่องจากไม่ค่อยได้เห็นหน้ากันแล้ว ก็ยังถูกปล้นความไร้เดียงสาและอิสระเสรีของวัยเด็กโดยต้องพยายามเรียนหนังสือให้เก่ง ๆ ตามที่พ่อแม่กรอกใส่หูตลอดเวลา เด็กตัวเล็ก ๆ ต้องถูกปลุกให้ตื่นแต่เช้ามืดเพื่อไปโรงเรียนก่อนพ่อแม่ไปทำงาน แม้เลิกเรียนแล้วก็ยังต้องเรียนพิเศษเพื่อเคี่ยวให้ตัวเองเรียนเก่ง ๆ ในด้านวิชาการ และยังต้องฝึกทักษะอื่น เช่น เล่นเครื่องดนตรี เต้นบันเล่ห์ ฯลฯ พร้อมกันไปด้วย เพื่อไล่กวด “สูตรสำเร็จของสังคมทุนนิยม” ที่พ่อแม่คาดหวังไว้ให้โดยไม่พยายามเข้าใจว่า สติปัญญาของเด็กทุกคนต่างกันมาก ไม่ใช่เด็กทุกคนจะมีความพร้อมเช่นนั้นเสมอไป ทำให้เด็กหนุ่มสาวบางคนที่ถูกกดดันมาก ๆ ทั้งจากพ่อแม่ ครู และสังคม เมื่อไม่สามารถทำได้ตามความคาดหวัง เช่น สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ จึงทุกข์มากเพราะทำให้พ่อแม่ผิดหวัง ถึงขนาดตัดสินใจฆ่าตัวตายจนเป็นข่าวให้เห็นกันบ่อยมากขึ้น
ความหายนะที่กำลังเกิดในสถาบันครอบครับเหล่านี้คือ ผลพวงของการบูชาเส้นมาตรฐานจอมปลอมของชีวิต ซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมที่ระบบทุนนิยมได้หยิบยื่นให้กับสถาบันครอบครัว
การศึกษาในระบบทุนนิยม
ปรัชญาการศึกษาในลัทธิบริโภคนิยมจึงไม่มีอะไรมากไปกว่าการรับใช้ระบบทุนนิยมโดยสร้างเยาวชนให้ออกมาทำงานรับใช้ระบบเท่านั้น หน่วยงานไหนที่ยังขาดบุคลากรในด้านใด ระบบการศึกษาก็จะไปผลิตบัณฑิต และผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชานั้น ๆ เพื่อทำให้ระบบทุนนิยมดำเนินไปได้ เช่น เมื่อระบบเศรษฐกิจเบ่งบาน ค้าขายคล่องตัว การสร้างตึกรามบ้านช่องย่อมมีมากขึ้น บัณฑิตที่จบสถาปัตยกรรม วิศวกรรม และนายช่างต่าง ๆ ก็จะเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดแรงงาน
ความรู้ทางวิชาการ ทางวิทยาศาสตร์ล้วนนำมาส่งเสริมเกื้อกูลให้เศรษฐกิจทุนนิยมขยายตัว สร้างหน่วยงานประดิษฐ์ คิดค้น วิจัย หาเทคโนโลยี่ใหม่ ๆ เพื่อผลิตสินค้าต่าง ๆ ที่มีคุณภาพดีขึ้น ที่ดึงดูดใจผู้บริโภคมากขึ้น ซึ่งบางอย่างก็ดี เช่น รถยนต์ที่ไม่จำเป็นต้องขับเคลื่อนด้วยน้ำมันอย่างเดียว และใช้ส่วนผสมของเชื้อเพลิงธรรมชาติมากขึ้น เพิ่มผลิตผลทางการเกษตรมากขึ้น แต่ส่วนดีเหล่านี้มักจะถูกข้อเสียกลบไป เช่น ต้องใช้สารเคมีมากขึ้น ทำให้มีผลกระทบต่อสุขภาพของคนหมู่มากโดยเฉพาะเกษตรกรผู้ใช้ปุ๋ยเคมี
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะทางการแพทย์นั้นได้พัฒนาไปไกลมากจนเกิดปรากฏการณ์ใหม่ ๆ มากมาย เช่น สามารถผสมพันธุ์ในหลอดแก้ว สามารถแปรพันธุกรรมหรือยีนของมนุษย์ genetic engineering ซึ่งมีทั้งผลดีและผลเสีย ผลดีคือ ช่วยให้คนไม่มีบุตรมีได้อย่างสมหวังบรรลุเป้าหมายของกามสุข ช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บบางอย่างได้ผลมากขึ้น เพราะสามารถผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะภายใน เช่น หัวใจ ตับ ไต แต่ผลเสียก็มีไม่น้อย เรื่องหนึ่งที่น่าห่วงคือความรู้เรื่องพันธุกรรมและทำเด็กในหลอดแก้วทำให้สถาบันครอบครัวเริ่มเปลี่ยนโฉม จากที่ควรมีพ่อแม่อันเป็นเพศชายหญิงจริง ๆ เป็นผู้ให้กำเนิดลูก กลับกลายเป็นหญิงสองคนหรือชายสองคนมาเป็นผู้ให้กำเนิดเด็กแทนซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ผิดธรรมชาติและมีกรณีเช่นนี้มากขึ้นในสังคมตะวันตก คนรวยของยุคนี้ยังสามารถทำลูกให้ออกมาตามแบบอย่างที่สมบูรณ์ที่สุดโดยใช้ความรู้เรื่องการแปรเปลี่ยนพันธุกรรม ผลเสียเหล่านี้อาจจะต้องคอยอีก ๒๐-๓๐ ปีจึงจะเห็นผลเหมือนเป็นระเบิดเวลาที่รอให้ระเบิด
การศึกษาในระบบทุนนิยมนั้นมักเน้นที่การจำข้อมูลทางวิชาการต่าง ๆ โดยเฉพาะในเมืองไทยเรา เมื่อเรียนจบออกมาแล้ว ในบางสาขาวิชาอาจจะไม่ได้นำมาใช้เลยก็ได้ ภาษาของยุคทุนนิยมเต็มไปด้วยคำศัพท์ใหม่ ๆ ที่เนื่องกับเทคโนโลยี่ใหม่ ๆ ที่ออกมา แล้วก็มานั่งเสียเวลากับการจำภาษาใหม่ ๆ เหล่านี้ การบูชาคนที่มีความสามารถในการจำจึงถูกเน้นมาก สื่อโทรทัศน์จึงเต็มไปด้วยรายการแข่งขันกันว่าใครจำได้มากและจำเก่งกว่าใคร คนจำเก่งเป็นพิเศษก็จะได้รับความชื่นชมอย่างมาก ทำให้นักวิชาการพยายามหาวิธีการเพื่อให้คนจำได้เก่งขึ้น เช่น ทำแผนที่สมอง mind mapping เพื่อพัฒนาความทรงจำของมนุษย์ ซึ่งขัดแย้งกับวิทยาการทางแพทย์ที่พยายามจะลบความทรงจำที่เจ็บปวดของมนุษย์ออกไป (จะกล่าวถึงในหัวข้อ บทบาททางการแพทย์)
บางวิชาที่เรียน ๆ กันในมหาวิทยาลัยก็ไม่รู้ว่าเรียนไปเพื่ออะไร เช่น เรียนภาษาของชาวคลิงออน Cling-On ในระดับปริญญา ชาวคลิงออนเป็นตัวละครสมมุติของละครวิทยาศาสตร์ชื่อ Star Trek ที่มีชื่อเสียงโด่งดังติดต่อกัน ๓๐ ปีของฮอลลีวูด ในละครเรื่องนี้ ชาวคลิงออนจะมีภาษาพูดของตัวเอง แล้วมนุษย์ที่อยู่ในโลกจริง ๆ มาเรียนภาษาสมมุติของตัวละครไปเพื่ออะไร
สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการหลงทางอย่างสุดกู่ของระบบการศึกษาที่ไม่มีเป้าหมายอันชัดเจน เหมือนภาพลูกศรที่ชี้ไปอย่างสะเปะสะปะโดยไม่รู้เป้าหมายปลายทางของชีวิตเลย น่าเศร้ามาก เป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรธรรมชาติและสมองโดยใช่เหตุ
เห็นได้ชัดว่าปรัชญาการศึกษาทั้งของไทยและของโลกเล็งไปที่การช่วยให้สังคมบรรลุกามสุข เกียรติยศ ชื่อเสียงเท่านั้นซึ่งเ
Last edited by supawan on Thu Feb 26, 2009 6:27 pm; edited 4 times in total |
|
| Back to top |
|
 |
supawan

Joined: 15 Dec 2005 Posts: 3151
|
Posted: Wed Feb 25, 2009 4:36 pm Post subject: |
|
|
โซน B คือ กลุ่มคนที่เปิดใจยอมรับฟัง “ผู้รู้จริง” ในเรื่องข่าวดีของการออกจากคุกชีวิต ใครที่ต้องการออกจากคุกชีวิตนั้น เริ่มต้นได้ทางเดียวเท่านั้นคือ ต้องพบ “กัลยาณมิตร” พระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตรท่านแรกของโลก และได้สร้างสาวกผู้รู้สัจธรรมสูงสุดตามท่านอีกมากมาย แม้ทุกวันนี้ก็ยังมีผู้รู้จริงอยู่ แต่ต้องสรรหากันหน่อย
ฉะนั้น ใครที่อยากรู้ข่าวดีเรื่องการออกจากคุกชีวิต พบสัจธรรมอันสูงสุดแล้ว ต้องเริ่มต้นที่การรับฟัง หรือ อ่านหนังสือ ของผู้รู้จริง เพราะผู้รู้จริงเท่านั้นจึงจะไม่พาลูกทัวร์หลงทาง คือ แทนที่จะพาออกจากคุกชีวิต กลับพาไปติดในปีกซ้ายหรือปีกขวาของคุกชีวิตแทน เป็นต้น ขั้นตอนนี้เป็นเรื่องยาก เพราะไม่รู้จะฟังใครดี มีแต่คนอ้างว่า “ฉันรู้จริงทั้งนั้น” แล้วควรเชื่อใครล่ะ
คำตอบคือ คุณต้องปรึกษาตัวเอง คำพูด คำเขียนของใครที่ฟังหรืออ่านแล้วมีเหตุผลแน่น และคุณเข้าใจตามได้ด้วย ตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะในที่สุดแล้ว ผลทางธรรมจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อคุณสามารถเข้าใจคำพูด คำเขียน ของคนสื่อข่าวดีนี้เสียก่อน จริงหรือไม่เล่า ถ้าฟังหรืออ่านแล้วไม่เข้าใจ ก็ไม่มีประโยชน์แก่คุณ จะไม่มีผลต่อเนื่องพาคุณไปสู่ภาคปฏิบัติอันเป็นขั้นตอนของการเดินทางอย่างแท้จริง ฉะนั้น หากคุณอ่านบทความเรื่องนี้ของดิฉันแล้วไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าดิฉันพูดอะไร คุณก็เดินหน้าหาผู้รู้จริงคนอื่นได้เลย ไม่ต้องเสียเวลากับดิฉันอีก เพราะถ้าคุณไม่เข้าใจบทความนี้แล้ว คุณจะไม่รู้ว่าทำไมคุณต้องปฏิบัติเรื่องพาตัวใจกลับบ้านกับดิฉัน ผู้รู้จริงท่านอื่นอาจจะช่วยคุณได้ดีกว่าดิฉัน
โซน C คือ คนที่รับฟังข่าวดีแล้ว เข้าใจในคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างชัดเจน จึงเชื่อ และศรัทธา ใครที่เดินมาถึงจุดนี้แล้ว จะต้องรู้เรื่องทางสายเอก สายตรง หรือทางลัดที่จะพาคนออกจากคุกชีวิต นั่นคือ สติปัฏฐานสี่ วิปัสสนา ซึ่งดิฉันมาตั้งวลีใหม่ว่า พาตัวใจกลับบ้าน และคนเหล่านี้จะพยายามปฏิบัติเพื่อเดินทางออกจากคุกชีวิตด้วยตนเอง ตรงนี้ไม่มีใครสามารถเดินให้ใครได้ นักโทษแต่ละคนต้องเดินทางเพื่อหาอิสรภาพของชีวิตด้วยตนเองทั้งสิ้น ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องยากในตอนแรก แต่ไม่ใช่เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ จะง่ายขึ้นเมื่อเดินลงเขา การไปนิพพานยังเป็นไปได้อยู่มากแม้ในยุคนี้ คนที่คิดว่ายากเพราะถูกทำให้เข้าใจผิดโดยวัฒนธรรมทางศาสนาของระบบทุนนิยม ขอให้อ่านเรื่องพรมแดนข้ามโคตร ดิฉันได้วิเคราะห์เรื่องนี้ให้แล้ว
อย่างไรก็ตาม พระพุทธเจ้าตรัสว่า คนที่ถึงฝั่งแห่งพระนิพพานมีน้อยนัก นอกเหนือจากนั้นก็วิ่งเลาะอยู่ตามฝั่งตรงนี้เอง คนส่วนมากพอใจติดคุกชีวิตต่อไปเพราะการไปยึดติดในความอร่อยของกามสุข สรุปง่าย ๆ ว่า คนที่มีบุญบารมีหรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า โชคดีมาก ๆ เท่านั้นแหละ จึงจะมีโอกาสมารับรู้ข่าวดีเรื่องการออกจากคุกชีวิตเช่นนี้ คนไม่มีโชคหรือไม่มีบุญบารมีทางธรรมจะไม่มีโอกาสได้เจอกัลยาณมิตรง่าย ๆ ดอก
ดิฉันจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านผู้อ่านทั้งหลายจะได้รับประโยชน์จากบทความนี้ไม่มากก็น้อย และหวังว่าคำพูดเหล่านี้จะช่วยจุดประกายให้ท่านแสวงหาสิ่งประเสริฐสุดให้แก่ชีวิตต่อไป นั่นคือ ความรู้เรื่องการออกจากคุกชีวิต
ศุภวรรณ พิพัฒพรรณวงศ์ กรีน
๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒
นี่เป็นเนื้อหาบางส่วนของหนังสือเรื่อง “วิเคราะห์การล่มสลายของเศรษฐกิจทุนนิยมในมุมมองของพระพุทธศาสนา” ซึ่งกำลังจัดพิมพ์อยู่ในขณะนี้
ข้อเท็จจริงเบื้องหลังความยากจนบนโลกนี้
หากมองอย่างชาวพุทธ เหตุผลที่เกิดมายากจนก็เพราะชาติก่อนเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว ไม่ได้ทำบุญ ชาตินี้จึงเกิดมายากจน ถึงแม้ดิฉันไม่ได้ลังเลสงสัยในธรรมข้อนี้ และเชื่อตามพระพุทธเจ้าร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม ดิฉันจะไม่ป่าวประกาศเหตุผลทางธรรมข้อนั้นแก่ชาวโลก เพราะมีปัจจัยทางโลกที่สร้างความยากจนในท่ามกลางคนหมู่มากเช่นที่ปรากฏอยู่ ปัจจัยตัวนี้เป็นสิ่งที่เศรษฐกิจระบบทุนนิยมสร้างขึ้นมาโดยตรง
คำตอบเป็นเรื่องเส้นผมบังภูเขา ถ้าคุณเข้าใจอย่างง่ายๆก่อนว่า เงินเป็นเพียงแผ่นกระดาษที่ถูกสมมุติขึ้นมาให้มีคุณค่าในการแลกเปลี่ยนสินค้าโดยมีปัจจัยสำคัญอีกตัวหนึ่งที่อุปโลกน์ให้เงินมีคุณค่าอย่างแท้จริงคือ การสร้างความเชื่อมั่น trust บนแผ่นกระดาษ นั่นคือ เมื่อเงินถูกเปลี่ยนมือในลักษณะของการ “กู้ยืม” แล้วไซร้ จะต้องมีการเซ็นสัญญาเพื่อสร้าง “ความเชื่อมั่น” ว่าจะมีการคืนเงินต้นให้พร้อมดอกเบี้ย “ความเชื่อมั่น” ในระบบเงินตรานี้แหละที่ถูกปลูกฝังให้กับคนในสังคมทุนนิยมทั้งหลาย ซึ่งเป็นเรื่องสมมุติขึ้นมาทั้งสิ้น แต่ถูกอุปาทานหรือความเข้าใจผิดว่าจริงครอบงำเอา จึงทำให้เงินมีคุณค่าขึ้นมาจนมีบทบาทมากมายต่อชีวิตของมนุษย์
เนื่องจากเจ้าพ่อของโลกทุนนิยมคือประเทศอเมริกา เราจึงมาดูว่าเขาทำเงินอย่างไร สมมุติว่ารัฐบาลอเมริกาอยากใช้เงินเท่าไร (หมายถึง ต้องการให้เงินเดินสะพัดอยู่ในตลาดการเงินเท่าไร) ก็เพียงบอกให้กระทรวงการคลัง Federal Reserve ของเขาพิมพ์เงินออกมาตามที่รัฐบาลต้องการใช้ เพียงแต่มีกฎเกณฑ์หน่อย นั่นคือ ต้องมีการออกใบพันธบัตรของรัฐบาลมาค้ำประกันและมีสัญญาว่ารัฐบาลจะต้องใช้เงินคืนให้กองคลัง รายละเอียดส่วนนี้ไม่ต้องเข้าใจมากก็ได้ เพราะเขามีจุดมุ่งหมายที่ไม่ต้องการให้คนเข้าใจง่ายๆ และเพราะในที่สุดแล้ว ขบวนการผลิตเงินของเขาไม่ต่างอะไรจากเด็กเล่นเกมกัน แต่เดี๋ยวคุณจะเห็นว่าเกมเด็กนี้มีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ทุกคนในโลกนี้อย่างน่าหวาดกลัว
เอาเป็นว่าเมื่อรัฐบาลอเมริกันตกลงกับกระทรวงการคลังของเขาเสร็จและได้วางกฎเกณฑ์ที่จะเล่นเกมการเงินแล้ว รัฐบาลอเมริกันจะสามารถพิมพ์เงินธนบัตรออกมาเท่าไรก็ได้ เดี๋ยวนี้ไม่ต้องพิมพ์ด้วยซ้ำไป ที่พิมพ์เป็นเงินแผ่นกระดาษจริงๆมีเพียง ๓๐% ที่เหลือแค่เป็นตัวเลขบนจอคอมพิวเตอร์เท่านั้น สมมุติต่อว่ารัฐบาลอเมริกันขอเงินกระทรวงการคลังไปแสนล้านเหรียญอเมริกัน เงินแสนล้านเหรียญนี้ก็จะกระจายมาอยู่ที่ธนาคารกลางของอเมริกา และพร้อมที่จะปล่อยกู้ให้กับพ่อค้าต่างๆเพื่อนำไปลงทุนทำธุรกิจให้ระบบทุนนิยมเดินคล่องตัว จากเงินที่ผลิตขึ้นมาจากลมหรือความไม่มีอะไรแท้ๆ เมื่อมีการกู้ยืมเปลี่ยนมือ ค่าของแผ่นกระดาษแต่ละใบแม้เขียนไว้เพียง ๑ เหรียญก็ตาม แต่เมื่อมันเปลี่ยนมือ ยิ่งบ่อยแค่ไหน ค่าของมันก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ฉะนั้น ยิ่งปล่อยกู้มาก ค่าของเงินก็จะมีมากขึ้น หรือเงินจะยิ่งงอกมากขึ้นเมื่อคนมีหนี้สินมากขึ้น พ่อค้าเงินเพียงนั่งเฉยๆเป็นเสือนอนกินเท่านั้น เมื่อธนาคารกลางปล่อยกู้ออกไป เงินก็จะหมุนเวียนของมันไปในตลาดการเงินและงอกตามไปด้วยอย่างไม่มีวันจบ ตรงนี้ หากใครอ่านแล้วไม่เข้าใจ ไม่เป็นไร ผ่านไปก่อน
จุดสำคัญที่ควรรู้คือ ทันทีที่มีการกู้เงินแล้วไซร้ การจ่ายเงินต้นคืนพร้อมดอกเบี้ยก็เกิดพร้อมกันไปด้วย ส่วนนี้แหละที่มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนมากมาย ทำให้คนหมู่มากโดยเฉพาะคนระดับรากหญ้ากลายเป็นทาสของระบบการเงินในชั่วพริบตา ในขณะที่ผู้มีอำนาจระดับสูงสามารถปั๊มเงินออกจากลมมาใช้ แต่คนเดินถนนทั่วไปต้องทำงานหนักมากเพื่อหาเงินมาจ่ายหนี้สินและดอกเบี้ยให้กับธนาคาร ใครที่เป็นหนี้สินธนาคารหรือองค์กรการเงินล้วนเป็นทาสทางเศรษฐกิจของพ่อค้าเงินทั้งสิ้น ใครจ่ายหนี้ไม่ทันเวลาที่กำหนดให้ ก็ปรับเงินเขาอีก ที่อังกฤษนั้น ใครที่เช็คเด้งหรือจ่ายหนี้ไม่ทัน นอกจากเสียค่าปรับ ๓๐ ปอนด์อย่างอัตโนมัติแล้ว เขายังคิดค่าส่งจดหมายอีเลคโทรนิค(ที่ไม่ต้องพิมพ์มากมายด้วยซ้ำ)ปรับลูกหนี้อีก ๒๐ ปอนด์ที่ทำให้เขาเสียเวลาส่งจดหมายนั้น ซึ่งเป็นระบบที่บ้าอย่างสุดขั้ว เพราะคนที่จ่ายหนี้ไม่ทันวัน ก็แสดงให้เห็นชัดแล้วว่า เขาไม่มีเงินจะจ่าย แล้วยังไปเพิ่มหนี้ให้เขาอีก ระบบบ้าๆนี้แหละที่ทำให้คนมากมายในขณะนี้ต้องสูญเสียบ้านที่รักของตน เมื่อตกงาน ไม่มีเงินจ่ายหนี้บ้าน ธนาคารก็ยึดบ้านไป ปล่อยให้พ่อแม่ลูกต้องไปอยู่ข้างถนนโดยที่บ้านถูกทิ้งให้ร้าง
ฉะนั้น คนระดับชนชั้นกลางไล่ไปจนถึงคนระดับรากหญ้าที่หาเช้ากินค่ำล้วนตกเป็นทาสของนายธนาคารทั้งสิ้น เขาไม่มีทางรู้เลยว่าความยากลำบากของชีวิตตนเองนั้นเป็นเรื่องที่ถูกคนรวยกลุ่มนิดเดียวสร้างขึ้นมา ต้องกินอยู่อย่างประหยัดหรืออดมื้อกินมื้อทั้งๆที่ทำงานหนักก็เพื่อเก็บหอมรอมริบเอาเงินไปประเคนให้นายธนาคาร คนนอนไม่หลับ เป็นโรคประสาทโรคจิตก็เพราะเป็นห่วงกังวลเรื่องหนี้สินเป็นส่วนมาก เงินและหนี้สินจึงได้กลายเป็นปัญหาใหญ่มากของสังคมซึ่งไม่มีทางแก้ไขเพราะความตะกละของพ่อค้าเงินซึ่งเศรษฐกิจระบบทุนนิยมสร้างขึ้นมา
เงินที่งอกเงยออกมาอย่างง่ายดายนั้น ก็กลับมาเป็นรางวัลให้กับพ่อค้าเงินทั้งหลาย ผู้บริหารระดับใหญ่ๆขององค์กรการเงินทั้งหลายนอกจากมีเงินเดือนมากมายจนผิดปกติแล้ว ล้วนอัดเงินบำเหน็จบำนาญก้อนใหญ่ไว้ให้ตนเองเสมอ และที่เหลือก็เอามาแจกจ่ายให้กับลูกน้องระดับล่างๆลงมา ฉะนั้น ใครที่ทำงานธนาคารหรือบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายเงินรู้ดีว่า หากเศรษฐกิจของโลกเดินสะพัดละก็ คนงานแต่ละคนมักได้เงินโบนัสที่สวยงามเสมอทุก ๖ เดือน
ทาสในยุคโลกาภิวัตน์
คุณรู้หรือไม่ว่ามีคนเพียง ๑% ของโลกที่เป็นเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติถึง ๔๐% ของโลก บริษัทใหญ่ๆ เช่น General Motor, EXON, Walmart มีความร่ำรวยมากว่าประเทศฟิลิปินส์ โบลีเวีย เวเนซุเอลล่า เอลซัลวาดอร์ เสียอีก ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ ลองมาดูเงินส่วนที่เหลือที่พ่อค้าระดับสูงของระบบทุนนิยมผลิตออกจากลมสิ เขาเอาไปทำอะไร
เงินที่ผลิตออกมาจากลมอีกส่วนหนึ่งจะไปกองอยู่ที่ธนาคารโลกและองค์กรการเงินระหว่างประเทศ IMF เพื่อปล่อยกู้ให้กับประเทศที่กำลังพัฒนาและประเทศยากจนทั้งหลาย องค์กรเหล่านี้แต่งตัวภายนอกเหมือนนักบุญเราดีๆนี่เอง แต่เบื้องหลังเป็นผู้ร้ายในคราบของพระเอกที่เล่นบทบาทของผู้ปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์ ใครใคร่สร้างอะไรที่เป็นสาธารณประโยชน์ เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน สาธารณูปโภคต่างก็รีบบอกมา จะให้เงินไปทำ ซึ่งกฎระเบียบของการกู้ยืมเงินคือ ลูกหนี้ต้องให้คำมั่นสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะคืนเงินให้เจ้าหนี้พร้อมดอกเบี้ย ตรงนี้แหละที่ความเป็นปีศาจของพ่อค้าเงินจะเริ่มเปิดเผยตัวเอง เพราะการจ่ายหนี้พร้อมดอกเบี้ยคือจุดเริ่มต้นของระบบทาสแห่งยุคโลกาภิวัตน์ globalization ที่นายทาสไม่จำเป็นต้องมานั่งเฝ้าลูกทาส เฆี่ยนหลังให้ทำงานแบบสมัยโรมัน เขาสามารถทำให้ลูกหนี้ยินยอมทำงานหนักเพื่อจ่ายหนี้พร้อมดอกเบี้ยโดยไม่ต้องบังคับด้วยซ้ำไป โดยทำให้ความรู้เงินทองพวกนี้ซับซ้อน ให้อยู่เบื้องหลังศัพท์ทางเศรษฐศาสตร์และคำอธิบายที่เข้าใจยาก economic jargon เพื่อไม่ต้องการให้คนหมู่มากเข้าใจง่ายๆ ให้ลูกหนี้เข้าใจเรื่องเดียวก็พอคือ เมื่อฉันปล่อยเงินกู้ให้พวกเธอแล้ว เธอก็ทำงานชดใช้หนี้สินพร้อมดอกเบี้ยให้ฉันก็พอแล้ว ความรู้เพียงประโยคสั้นๆเท่านี้แหละคือสิ่งที่คนส่วนมากรู้เมื่อมีการกู้ยืมเงิน มนุษย์ในวัยทำงานแต่ละคนจึงก้มหน้าก้มตาทำงานไปอีกครึ่งชาติ บางทีตลอดทั้งชีวิตของพวกเขา(ตายก่อนหนี้หมด)โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อจ่ายหนี้คืนให้ธนาคารทั้งนั้น จะได้หมดห่วง
แต่การกู้หนี้ยืมสินระหว่างประเทศนี่แหละที่ทำให้ประชาชนในประเทศยากจนทั้งหลายต้องแบกภาระหนี้สินของประเทศตั้งแต่วันที่คลอดจากท้องแม่ การจ่ายหนี้คืนพร้อมดอกเบี้ยให้ประเทศร่ำรวยนั้น หากไม่ใช่คืนในรูปแบบของใบธนบัตรละก็ จะต้องเป็นไปในรูปให้วัตถุดิบของประเทศตั้งแต่ผลิตผลทางเกษตรตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ เช่น แร่ธาตุ น้ำมัน แก๊ส เป็นต้น โดยให้สัมปทานบริษัทใหญ่ๆของประเทศเจ้าหนี้เข้าไปลงทุนทำโครงการใหญ่ๆและกดราคาขายให้ต่ำที่สุดหรือบังคับให้เขาลดค่าเงินลงเพื่อประเทศร่ำรวยจะสามารถทำผลกำไรได้มากที่สุด นี่แหละคือขบวนการดูดซับทรัพยากรธรรมชาติจากประเทศยากจนไปยังประเทศร่ำรวย นี่เป็นระบบการล่าอานานิคมของยุคโลกาภิวัตน์ ทำประเทศยากจนให้เป็นทาสทางเศรษฐกิจโดยที่ประเทศมหาอำนาจไม่ต้องเคลื่อนทหารของตนออกนอกประเทศแต่อย่างใด นั่งอยู่กับบ้านเฉย ๆ สิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตทั้งของกินของใช้ก็ไหลมาเทมาเอง
นี่แหละคือเหตุผลใหญ่ที่ทำให้ประเทศยากจนทั้งหลายในเอเชีย อเมริกากลางและใต้ และแอฟริกาไม่มีทางที่จะลืมตาอ้าปากได้เลย ตราบใดที่เศรษฐกิจระบบทุนนิยมยังมีชีวิตอยู่ ประเทศยากจนเหล่านี้ก็ต้องจนต่อไปจนกว่าระบบทุนนิยมจะล่มสลายนั่นแหละ
ที่จริงแล้ว ประเทศยากจนส่วนมากมีทรัพยากรธรรมชาติที่ควรจะพอเลี้ยงประชาชนของตนไม่ให้อดตาย แต่ก็เลี้ยงไม่ได้ เพราะผลผลิตเหล่านั้นถูกส่งไปขัดหนี้ให้กับประเทศร่ำรวยซึ่งในที่สุดก็ถูกกินทิ้งกินขว้าง ใช้ทิ้งใช้ขว้าง เช่น ประเทศอินโดเนเซียเป็นประเทศที่ร่ำรวยไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ มีอากาศอบอุ่น สามารถทำการเกษตรได้ดี แต่ทำไมจึงยากจนมาก เพราะผลผลิตการเกษตรที่ผลิตได้นั้นถูกส่งออกนอกประเทศเพื่อจ่ายหนี้นั่นเอง
เห็นหรือไม่ว่าจากเกมเล่นของเด็กๆที่ประเทศร่ำรวยสร้างเงินขึ้นมาจากลมแท้ๆ แต่มีผลถึงขนาดกำหนดชะตาชีวิตของคนหมู่มากของโลกให้อยู่อย่างทุกข์ยากลำบากแสนเข็ญ ทำให้คนมากมายต้องทำงานหนักเหมือนวัวควายแต่ก็ยังไม่สามารถเลี้ยงครอบครัวของตนเองให้อิ่มท้องได้ ทำให้เด็กๆต้องคุ้ยเขี่ยหาเศษอาหารจากกองขยะ ทำให้เด็กสาวเด็กชายต้องไปขายประเวณีเพื่อเอาเงินมาซื้ออาหาร หรือทำให้คนต้องไปลักขโมย ไปปล้นเขาเพื่อเอาเงินมาซื้ออาหาร ยารักษาโรค
ถ้าคุณสามารถมองทะลุสมมุติได้แล้วละก็ จะเห็นความน่ากลัวของอุปาทาน คือการยึดมั่นถือมั่นเพราะความเข้าใจผิดว่าจริง อุปาทานตัวนี้แหละที่ทำให้ระบบเงินตราในโลกทุนนิยมมีบทบาทมากถึงขนาดทำให้มนุษย์กว่าครึ่งโลกต้องตกเป็นทาสทางเศรษฐกิจให้กับพ่อค้าเงินทั้งหลาย นี่เป็นความยากจนที่มนุษย์หยิบมือเล็กๆของโลกสร้างขึ้นมาด้วยน้ำมือของเขา ซึ่งความยากจนนี้สามารถทำให้หายไปได้ในชั่วพริบตาเมื่อเอาเงินออกจากสมการของการดำรงชีวิต คนเราอิ่มท้องได้ไม่ใช่เพราะบริโภคใบธนบัตร แต่อิ่มเพราะบริโภคอาหารซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติ เงินเป็นเพียงของสมมุติขึ้นมาให้มีคุณค่าเพื่อนำมาแลกเปลี่ยนสิ่งของเพื่อเอามากินมาใช้เพื่อประทังชีวิตเท่านั้น
ถ้าเราสามารถเอาผู้ใหญ่ที่มีอวิชชาพวกนี้มาเล่นเกมแบบเด็กๆต่อ โดยบอกให้พ่อค้าเงินที่เป็นเจ้าหนี้หรือนายทาสของประเทศยากจนยกเลิกหนี้สินทั้งหมด แทงเป็นหนี้สูญไปเลย ซึ่งตัวเลขของหนี้สินที่พวกเขามีอยู่ย่อมเป็นตัวเลขที่น่าขบขันมาก จะเป็นกี่แสนกี่ล้านล้านล้านก็ว่าไป เขียนไม่ถูกหรอก คุณจะเห็นว่าเจ้าหนี้เงินมากมายเหล่านี้จะไม่ล้มหายตายจากไปทันทีเพียงเพราะเขาแทงหนี้สูญให้ลูกหนี้ดอก พวกเขาก็ยังอยู่สุขสบายในท่ามกลางประสาทราชวังของเขาเหมือนเดิม ยังคงกินอาหารดีๆ ใส่เสื้อผ้าดีๆ ชุดสูทราคาเป็นหมื่นเป็นแสนเหมือนเดิม แต่สิ่งที่จะเปลี่ยนจากดำเป็นขาวเมื่อเอาเงินออกจากสมการของชีวิตคือ คนจนจะอิ่มท้องขึ้นมาทันที ชีวิตความเป็นอยู่ของเขาจะดีขึ้นมาทันที เพราะอาหารอยู่เบื้องหน้าของเขาแล้ว แต่ละประเทศก็จัดสรรทรัพยากรธรรมชาติของตนเองเพื่อเลี้ยงคนในชาติ เก็บเกี่ยวผลหมากรากไม้กินได้อย่างสบายโดยไม่ต้องเอาไปให้ประเทศร่ำรวยเพื่อขัดหนี้ ใครขาดเหลืออะไรก็เอามาแลกเปลี่ยนกันโดยไม่ต้องให้ระบบเงินตราเข้ามายุ่งสิ ถ้าทำได้ สิ่งที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือคือ คนจนเหล่านี้จะไม่ต้องนอนเอามือก่ายหน้าผากคิดมากต่อไปอีกว่าพรุ่งนี้จะไปหาเงินจากไหนเพื่อนำมาซื้ออาหารให้ลูก โศกนาฏกรรมทั้งหลายในสังคมของคนยากจนจะหายไปทันที เด็กๆไม่ต้องไปคุ้ยเขี่ยเศษอาหารจากกองขยะ ไม่ต้องไปเดินขายพวงมาลัยตามสี่แยก ไม่ต้องขอทาน ไม่ต้องขายตัว ไม่ต้องไปปล้นเขาเพื่อเอาเงินมาซื้อของยังชีพ แม้ชนชั้นกลางก็จะเครียดน้อยลง ไม่ต้องพึ่งยากล่อมประสาทอีกต่อไป คิดง่ายๆว่าคนเราไม่ได้อิ่มท้องด้วยการกินเงิน แต่อิ่มเพราะอาหารอันเป็นทรัพยากรที่มีอยู่แล้วบนโลกนี้ เงินไม่ใช่เป็นพระเจ้า และเราไม่จำเป็นต้องใช้เงินเพื่อการมีชีวิตรอด แต่แน่นอน คนหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของโลกที่เป็นเจ้าของทรัพยากรของโลกถึง ๔๐% ย่อมไม่ปล่อยให้ใครมาลบเงินออกจากสมการของชีวิตได้ง่ายๆหรอก
ท่านมหาตมะ คานธีบอกว่า “ทรัพยากรบนโลกนี้เพียงพอที่จะเลี้ยงมนุษย์ทุกคนที่อยู่อาศัยบนโลกใบนี้ แต่ไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงมนุษย์ที่ตะกละเพียงคนเดียว” ข้อเท็จจริงอีกข้อคือ มนุษย์ทุกคนล้วนมีสิทธิโดยชอบธรรมในทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่ทั้งบนโลกและในโลกนี้ด้วย แต่สิทธิโดยชอบธรรมเหล่านั้นไม่เพียงแต่ถูกเศรษฐกิจระบบทุนนิยมปล้นไปเท่านั้น ชีวิตของพวกเขายังถูกทำให้อยู่อย่างยากลำบาก ทุกข์ลำเค็ญอย่างแสนสาหัสอีกด้วย
เห็นหรือไม่ว่าระบบเงินตราได้สร้างความซับซ้อนและความทุกข์อย่างมหันต์ให้แก่ชีวิตของคนหมู่มากอย่างไร ทำให้วิถีชีวิตมนุษย์ซึ่งควรเรียบง่ายห่างไกลความเรียบง่ายอย่างไร ทำให้ทุกอย่างกลับหัวกลับหางไปหมด และนี่คือสาเหตุที่ดิฉันไม่ชอบพูดว่า คนที่เกิดมาจนเพราะไม่ได้ทำบุญมาในชาติก่อน
เลี้ยงกวางกับเสือในกรงเดียวกันไม่ได้
ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมไม่สามารถทำให้มนุษย์เป็นคนดีได้อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์แม้อยากเป็นคนดีก็ตาม เมื่อเงินอยู่ในสมการของการดำรงชีวิตแล้ว เงินจึงกลายเป็นปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังของทุกสิ่ง ถ้าคุณต้องการเป็นพ่อค้าที่ประสบความสำเร็จในการขายสินค้าของคุณแล้ว คุณไม่สามารถคงความซื่อสัตย์สุจริตได้ ร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าร้านถัดไปขายเสื้อผ้าและรองเท้าที่มีคุณภาพดีกว่าที่คุณขายและราคาถูกกว่าด้วย คุณไม่สามารถบอกลูกค้าให้ไปซื้อสินค้าจากร้านถัดไป เพราะจะทำให้คุณกลายเป็นพ่อค้าที่ล้มเหลว ฉะนั้น เวลาที่หมอฟันในคลินิกเอกชนบอกคุณว่า ฟันซี่นั้นก็ควรทำ ซี่นี้ก็ควรทำ ซี่โน้นก็ควรทำ ที่ควรทำนั้นเป็นเพราะจำเป็นจริงๆ ถ้าไม่ทำ ฟันอาจหลุดหมดปาก หรือเพื่อหมอฟันจะได้มีเงินไปซื้อรถคันใหม่เร็วขึ้น หมอฟันเท่านั้นที่จะตอบคำถามนี้ได้
อาชีพหมอนั้นควรเป็นอาชีพที่ตั้งอยู่บนรากฐานของการมีเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ แต่เพราะเงินได้เข้ามาเป็นปัจจัยหลักของการดำรงชีวิต อาชีพหมอจึงถูกฉ้อฉล รายได้ต่อเดือนของหมอศัลยกรรมที่ทำงานในโรงพยาบาลเอกชนมักเท่ากับรายได้ต่อปีของหมอศัลยกรรมที่ทำงานในโรงพยาบาลของรัฐบาล โรงพยาบาลเอกชนจึงผุดขึ้นมาเหมือนดอกเห็ดและไม่เคยขาดหมอเลยในขณะที่หมอในโรงพยาบาลของรัฐต้องทำงานหนักมากเพื่อดูแลคนไข้ที่มีมากล้น แต่ก็ทำให้เห็นได้ชัดเจนถึงระดับความเมตตากรุณาของนายแพทย์เหล่านี้ เดี๋ยวนี้ นักเรียนแพทย์นิยมเรียนการรักษาโรคผิวหนังมากกว่าสาขาอื่น เพราะเมื่อจบออกมาแล้ว สามารถเปิดคลินิกเพื่อรักษาคนให้มีใบหน้าสวยงามได้ง่าย พร้อมรายได้ก็สวยงามด้วย
ดิฉันไม่เชื่อว่าคนที่ประสบความสำเร็จตามเส้นมาตรฐานจอมปลอม(ในระบบทุนนิยม)จนสามารถมีเงินในบัญชีเป็นหลายร้อยล้านพันล้านหมื่นล้านได้โดยที่ไม่เคยทำผิดศีลพื้นฐาน ๕ ข้อ โดยเฉพาะศีลข้อลักทรัพย์กับพูดเท็จ ศีล ๒ ข้อนี้หรือทั้ง ๕ ข้อด้วยซ้ำไปล้วนขัดกับวิถีชีวิตของมนุษย์ในสังคมที่รักการบริโภคกามสุขอย่างสุดๆ เป็นไปได้หรือที่พ่อค้าทั้งหลายสามารถหาเงินได้ทีละมากๆโดยไม่ต้องโหดร้าย อยุติธรรมหรือฉ้อฉลคนที่อยู่ใต้บังคับบัญชาบ้างไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ดิฉันเชื่อเหลือเกินว่า คนที่มีศีลและธรรมในจิตใจอย่างแท้จริงจะไม่สามารถปล่อยให้ตัวเองร่ำรวย นั่งเสวยกามสุขอยู่บนกองเงินกองทองโดยที่ยังมีมนุษย์มากมายในโลกนี้อดตายอยู่ ดิฉันพูดมานานสิบปีแล้วว่า ความร่ำรวยมหาศาลที่ผิดปกตินั้นเป็นการผิดศีลธรรมอยู่ในตัวมันเองแล้ว อย่างที่พูดไปแล้ว คนเราไม่ได้อิ่มท้องเพราะเงิน แต่อิ่มเพราะข้าวปลาอาหารอันเป็นทรัพยากรธรรมชาติ เงินเป็นเพียงสิ่งแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้มาซึ่งปัจจัย ๔ ถ้าเรามีเงินมากพอที่จะช่วยให้คนหายหิวไปได้สัก ๑๐๐ คน ๑๐๐๐ คน ๑๐,๐๐๐ คน หรือ ๑๐๐,๐๐๐ คน ช่วยให้คนเหล่านี้มีบ้านอยู่พอกันฝนกันแดดได้ ทำไมจึงไม่ทำล่ะ เก็บเงินไว้ทำไม ตายแล้วก็เอาไปไม่ได้
นี่คงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมคนบางคนจึงอยากเป็นนักการเมืองมาก(โดยเฉพาะในเมืองไทย) ดิฉันอยู่เมืองไทยในช่วงที่กำลังเลือกนายกเทศมนตรีของกรุงเทพมหานครราวเดือนตุลาคม ๒๕๕๑ รู้สึกแปลกใจมากที่มีผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้งถึง ๑๘ คน (ครั้งแรก ครั้งที่ ๒ ที่ห่างกันเพียงเดือนเดียว มีผู้สมัครอีก ๑๖ คน ถ้าจำไม่ผิด) เพราะที่จริงตำแหน่งทางการเมือง เช่น นายกรัฐมนตรี ประธานาธิบดี โดยเฉพาะของประเทศมหาอำนาจล้วนเป็นตำแหน่งที่น่าปวดหัวมาก ชวนให้หัวใจวาย ทำให้อายุสั้นได้ง่ายๆ ถ้าไม่ใช่คนที่มีเมตตาและปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์แล้วไซร้ ล้วนไม่ใช่เป็นตำแหน่งที่ควรไขว่คว้าแต่อย่างใดเลย แต่ก็ไม่น่าแปลกใจเมื่อเอามาตรฐานจอมปลอมของชีวิตมาวิเคราะห์ เพราะการเมือง(โดยเฉพาะของไทย)คือบันไดไต่เต้าไปสู่อำนาจทางสังคม หมายถึงการได้รู้จักพ่อค้าซื้อขายเงินทองทั้งหลาย เป็นที่รู้กันว่าพ่อค้าเงินกับนักการเมืองล้วนมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นมาโดยตลอด อำนาจเหล่านี้จะเปิดโอกาสให้ตนเองและคนที่เรารักหากามสุขง่ายดายหน่อย ถ้าไม่ใช่เรื่องเงินและโอกาสไต่เต้าไปสู่อำนาจทางการเมืองและสังคมแล้ว ดิฉันไม่เชื่อว่าจะมีใครอยากหาเหาใส่หัว เว้นแต่คนที่รักและเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์อย่างแท้จริงเท่านั้น เช่น ท่านมหาตมะ คานธี มาร์ติน ลูเธอร์ คิงส์ อองซาน ซูยี เป็นต้น ซึ่งคนเหล่านี้มักถูกฆ่าตายเสียก่อนที่จะได้ช่วยเหลือมนุษยชาติอย่างแท้จริง
แค่อยากซื้อของถูก
เพียงการเป็นประชาชนของประเทศที่ร่ำรวย ก็มีส่วนในการทำบาปร่วมกับพ่อค้าเงินเหล่านั้นแล้ว เพราะเงินอยู่ในสมการของการดำรงชีวิต เพียงการเดินเข้าไปซื้อของในซุปเปอร์มาเก็ตที่ขายถูกๆ เช่น โลตัส วอลมารท์ ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการอะไรอีกมากมายที่ใช้ระบบผูกขาด หรือเอาเงินฝากธนาคาร และเสียภาษีให้กับรัฐบาลโดยเฉพาะของประเทศร่ำรวย เงินเหล่านั้นก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงการต่างๆที่มีผลกระทบต่อชะตาชีวิตของคนจนที่อยู่กระจัดกระจายทั่วโลกแล้ว เงินภาษีของรัฐบาลมหาอำนาจจะถูกนำไปใช้ซื้ออาวุธและทำสงครามกับประเทศต่างๆ อเมริกาใช้เงิน ๕๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ (500 billions US$) ห้าแสนล้านเหรียญต่อปีเพื่อการทำสงคราม เงินจำนวนนี้เพียงพอที่จะส่งหนุ่มสาวชาวอเมริกันในชั้นมัธยมปลายของเขาทุกคนเรียนจบมหาวิทยาลัย ๔ ปี และยิ่งกว่าพอที่จะเลี้ยงคนจนทั่วโลก เพราะประชากรโลกนี้มีเพียงหกพันล้านคน ๖,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ คนกว่าๆเท่านั้น เศษตัวเลขยกให้เป็นคนรวยของโลก จึงคิดอย่างง่ายๆว่าแค่แจกเงินให้คนจนในโลกนี้ทุกคน คนละหนึ่งล้านเหรียญอเมริกันเพื่อให้เขาไปซื้ออาหาร เครื่องนุ่งห่ม บ้าน และยารักษาโรค เงินที่เอาไปใช้ทำสงครามก็ยังเหลืออีกมากมาย ถ้าโลกนี้ไม่ใช่เป็นโลกของคนบ้าระดับสามัญ(อวิชชา) ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอย่างไร เพราะยิ่งเจาะลึกเข้าไป ก็ยิ่งเห็นละครโรงใหญ่ของมนุษย์ที่เศรษฐกิจระบบทุนนิยมได้สร้างและกำกับอยู่
นี่คือเหตุผลใหญ่ที่คนสนใจธรรมะมักพบความขัดแย้งอย่างมากเมื่อต้องการปฏิบัติธรรม เพราะงานที่พวกเขาทำอยู่ไม่เปิดโอกาสให้เขาเป็นคนดีอย่างเต็มที่ ซึ่งขัดกับการปฏิบัติธรรมตามแนวทางพุทธศาสนา ระบบทุนนิยมเหมือนการกระตุ้นให้เสือตัวนี้มีความหิวเงินอยู่ตลอดเวลา เพราะเห็นเป็นเรื่องการประสบความสำเร็จตามมาตรฐานของเส้นผิดปกติของชีวิต ในขณะที่วิถีแห่งพุทธนั้นสอนให้จิตใจมีความอ่อนโยน ไม่มีความโลภ ไม่เห็นแก่ได้เพื่อปรับให้จิตใจเข้าสู่เส้นปกติที่แท้จริง จึงเหมือนทำจิตใจให้เหมือนลูกกวาง แต่เราไม่สามารถเลี้ยงกวางกับเสือหิวในกรงเดียวกันได้ ตรงนี้จึงเป็นความสับสนและกลับหัวกลับหางอีกเรื่องหนึ่งที่เกิดกับคนที่อยากหายบ้าและมุ่งหน้ามาทางธรรม เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจมาก
Last edited by supawan on Sat Mar 21, 2009 5:48 pm; edited 1 time in total |
|
| Back to top |
|
 |
supawan

Joined: 15 Dec 2005 Posts: 3151
|
Posted: Wed Feb 25, 2009 4:40 pm Post subject: |
|
|
หากท่านอ่านบทความนี้แล้ว เห็นด้วย และอยากช่วยเหลือดิฉันกวาดต้อนคนหมู่มากให้เขาจับรถไฟขบวนสุดท้ายเพื่อออกจากคุกชีวิตละก็ ขอความกรุณาช่วยส่งต่อบทความนี้ให้คนที่คุณรักและหวังดีด้วย คุณสามารถดาวน์โหลดไฟล์ที่มีรูปทั้งหมดอยู่ในนั้นด้วย
Download
http://supawangreen.files.wordpress.com/2009/02/capitalism_supawan.doc |
|
| Back to top |
|
 |
supawan

Joined: 15 Dec 2005 Posts: 3151
|
Posted: Sun Mar 01, 2009 2:22 pm Post subject: |
|
|
2009/2/25
กราบอจ.ที่เคารพรัก
อ่านบทความของอจ.แล้วค่ะ ถ้าหนูไม่รีบพาตัวใจกลับบ้านคงต้องร้องไห้หลายตลบค่ะ เพราะกระแทกความจริงและกระทบใจอย่างแรงกับสังคมเสพกิเลศในปัจจุบันค่ะ
และหนูได้ทำการส่งต่อๆไปแล้วค่ะ
ถ้าเราไม่รักษาใจของเราก่อน แล้วเราจะไปมีแรงต่อสู้อะไรได้ ใช่ไหมคะ
1ข้อพิสูจน์ที่หนูรับประกันตัวเอง อย่างที่อจ.สอนไว้ได้ก็คือ อาการผวาน้อยลงค่ะ ปกติเวลาดูหนังน่ากลัวๆ หนูจะผวาอย่างแรงก่อนไปอบรม หลังอบรมแล้ว เพิ่งได้พิสูจน์เมื่อเย็นวันอาทิตย์ หนูดูหนังอย่างมีสติได้ด้วยคะ คนที่ผวา กลับกลายเป็นแฟนของหนู เขาสะดุ้งสุดตัวอย่างแรงถึง4ครั้ง หนูกลับไม่เป็นอะไรเลย ทั้งๆที่เขาใจแข็งกว่าหนูโดยปกติ
2หนูเองก็โตมากับการที่คนรอบข้างยึดถือเงินทองค่ะ รวมถึงโตมาแบบขาดพ่อและแม่ พ่อของหนูเจ้าชู้มากเสียชีวิตและรับกรรมในบั้นปลายอย่างสาหัส ปู่หนูมีภรรยา2คนอยู่ในบ้านเดียวกัน ฉะนั้นไม่มีใครที่มีศีลพอที่จะบอกหรือสอนหนูได้เลยค่ะ เพราะในเมื่อผู้ใหญ่เป็นแบบอย่างไม่ได้ ก็เลยไม่มีอะไรจะสอนลูกสอนหลาน หรือสอนเด็กก็จะไม่เชื่อค่ะ พอหนูทำงานมีเงินเยอะๆ แต่ทำผิด ก็ไม่มีใครกล้าดุด่าว่ากล่าว เพราะเงินปิดความชั่วได้จริงๆค่ะ
3พอหนูฝึกธรรมะกับอจ. หลังจากอบรม ไม่ได้ทิ้งเลย
บรรยากาศในบ้านเปลี่ยนไปมากเลยค่ะ ลูกก็กลายเป็นเด็กอารมณ์ดี แฟนหนูก็ไม่เครียด หนูกลายเป็นคนพูดเพราะ เสียงดุว่าลูกน้อยลง เมื่อวานโทรหาเพื่อนได้ยินเขาตะโกนด่าลูกกัน (ทั้งพ่อแม่ลูก)หนูสลดใจเลยค่ะ พุดโถ.....ก็ตะก่อนหนูก็เป็นแบบนั้นแต่ไม่รู้ตัวเลยค่ะ ตอนนี้ได้แต่ส่งดีวีดีของอจ.ให้เพื่อนคนนั้นค่ะ หวังว่าเขาคงรับฟังและปฏิบัติตาม
หนูไร้สาระไปหน่อยนะคะ ชอบบทความของอจ.มากค่ะ เหมือนกับการตบหน้าสังคมฉาดใหญ่
ใครอ่านแล้วไม่สะดุ้งให้มันรู้ไปซิคะ
รักและเคารพอจ.เสมอค่ะ
ชุลี
ชุลีคะ
อจอนุโมทนากับหนูค่ะที่การปฏิบัติของหนูก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ อาการผวานี่จะเป็นบทตัดสินความก้าวหน้าของตัวเองได้ดีที่สุดเลย ทำง่ายๆด้วย
ขอบคุณสำหรับเสียงสะท้อนจากการอ่านบทความวิเคราะห์ทุนนิยมนะคะ คงทำให้คนอ่านเข้าใจสภาพสังคมที่ตัวเองอยู่มากขึ้นค่ะ
พอดีอจติดพันงานเขียน จึงขอตอบสั้น ๆ แค่นี้ก่อนนะคะ
เมตตา
อจ
|
|
| Back to top |
|
 |
supawan

Joined: 15 Dec 2005 Posts: 3151
|
Posted: Mon Mar 02, 2009 10:38 pm Post subject: |
|
|
2009/3/2
เรียน อ.ศุภวรรณ
ขอบพระคุณมากค่ะสำหรับบทความ อี่เซฟเป็น word file แล้วส่งต่อให้เพื่อนๆ และคนรู้จักลองอ่านดูตามที่อาจารย์แนะนำแล้วนะคะ
ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นนิดนึงนะคะ ว่าไม่รู้ว่าบทความนี้จะหนักไปสำหรับสำหรับคนที่ยังไม่คุ้นเคยกับงานเขียนของอาจารย์รึป่าว แม้แต่ตัวอี่เองทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นจิ๊กซอตัวนึงในระบบทุนนิยม เพื่อนๆที่คบกันอยู่ก็ทำงานเกี่ยวกับตลาดเงินตลาดทุนกันพอสมควร ตอนแรกก็ยังลังเลอยู่เหมือนกันนะคะ แต่สุดท้ายก็ฟอร์ดเวิร์ดไปให้เพื่อนๆลองอ่านดู แต่สำหรับเพื่อนร่วมงาน และเจ้านาย (เจ้าของ)ที่บริษัท (ปรึกษาการเงิน) ที่อี่ทำงานอยู่นี่ ยอมรับเลยค่ะว่ายังไม่กล้าส่งข้อความนี้ต่อ ด้วยเหตุผลที่ว่าตัวเราเองก็ยังคงต้องทำงานอยู่กับเค้า มันเหมือนกับที่อาจารย์เขียนไว้แหละค่ะ "ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด" ยังคงต้องทำงานรับใช้ระบบทุนนิยมต่อไป เรามีงานทำ ทุกเดือนก็ยังมีเงินให้พ่อให้แม่ แต่ถ้าว่างงาน แล้วมันจะยังงัยหล่ะคะ?? คุณแม่นี่ยังไม่เท่าไหร่ แต่คุณพ่อเนี่ยสิคงต้องเป็นเรื่องขัดแย้งกันแน่
อีกอย่างนึงถึงออกจากบริษัทนี้แล้วไปทำงานธนาคารเหมือนเดิม แล้วยังงัยคะ ธนาคารเค้าชอบลูกค้าที่มีฐานะการเงินดี กู้เงินไปแล้วสามารถใช้คืนได้ ซึ่งนั่นก็อาจจะหมายถึงกิจการอย่าง ซีพี (เลี้ยงไก่ไว้ขายเนื้อ) หรือ กลุ่มบริษัทสุราที่ใหญ่โต ถ้าเราเป็นลูกจ้างเค้าเราก็ต้อง support ลูกค้าเหล่านี้ นายสั่ง เราคงปฏิเสธไม่ได้ตราบที่ยังรับเงินเดือนเค้าอยู่ เคยบ่นกับแม่เหมือนกันว่าอยากไปอยู่ต่างจังหวัด ทำไร่ ทำนา ทำสวน แม่บอก อย่างหนูหน่ะทำไม่ได้หรอก ในไร่ในสวนหน่ะจะมีสัตว์เลื้อยคลานนะ (แม่รู้ว่าหนูกลัวสัตว์เลื้อยคลานเป็นที่สุด) สรุปแล้วมันก็วนอยู่ในอ่างนี่แหล่ะค่ะ
เมื่อก่อนนี้ (ก่อนที่จะเริ่มให้ความสนใจกับพุทธศาสนา) ก็ไม่เคยต้องคิดมากอย่างนี้ คือคิดว่าขอไม่ให้ผิดศีลห้าก็พอแล้ว มีงานก็ตั้งหน้า ตั้งตาทำไป ไม่ได้ไปลักขโมยใครเค้า แต่เดี๋ยวนี้ พอทำอะไรหน่อยมันก็คิดว่าแล้วอาชีพที่เราทำนี่มันไป involve กับอาชีพที่ต้องห้ามรึเปล่า หรือลึกๆแล้วมันเป็นการไปหลอกลวงใคร (ในลักษณะที่แยบคายรึเป่ล่า) สุดท้ายก็พบว่าเราเองก็ไม่ได้สะอาด บริสุทธิ์ สักเท่าไหร่ (ไม่อยากจะใช้คำว่าสภาวะแวดล้อมพาไป แต่เป็นเพราะตัวเราเองยังไม่กล้าหาญพอมั๊งคะ)
อี่โอนเงินเข้าบัญชีอาจารย์แล้วนะคะ จำเป็นต้องแฟกซ์สลิปไปที่คุณทรายทุกครั้ง เพื่อเก็บเป็น record ไว้เช็คกับยอดเงินในบัญชีรึป่าวคะ? ที่บ้านไม่มีแฟกซ์ค่ะ คือว่าถ้าไม่ serious อี่ขออนุญาตไม่แฟกซ์ได้มั๊ยคะ ต้องขอโทษด้วยจริงๆนะคะ แต่ถ้า serious เรื่องการทำบัญชี ก็สามารถแฟกซ์ให้ได้ค่ะ
ขอบพระคุณมากนะคะที่อาจารย์สละเวลาอ่านเมล์นี้ หากมีข้อความใดถือเป็นการล่วงเกินอาจารย์ โดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือด้วยความไม่ตั้งใจ หนูขออโหสิกรรมมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ
ด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ
อี่
อี่คะ
เรื่องเนื้อหาในบทความนั้น มันหนักแน่นอนค่ะ เพราะอจกำลังเอาระบบทุนนิยมมาแล่เนื้อออกเป็นชิ้นๆ ไม่มีใครหนีระบบนี้ได้แม้แต่อจ ตราบใดที่ต้องกินต้องใช้ ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของระบบทั้งนั้น และเป้าหมายของการเขียนบทความนี้ไม่ได้ต้องการบอกให้ใครออกจากงานค่ะ แต่ต้องการบอกให้คนรู้ตัวไว้และหาทางออกจากคุกชีวิต รีบจับรถไฟขบวนสุดท้ายให้ทัน เท่านั้นแหละ
อจกำลังเขียนเพิ่ม จะทำเป็นหนังสือในอนาคต ฉะนั้น อย่าห่วงมากนัก พาตัวใจกลับบ้านต่อไป และทำให้ดีที่สุดเท่านั้น ก็เพียงพอแล้วค่ะ ไม่ต้องคิดเรื่องออกจากงานหรอก
ไม่ต้องแฟกซ์ก็ได้ค่ะ อนุโมทนาค่ะ
เมตตา
อจศุภวรรณ |
|
| Back to top |
|
 |
supawan

Joined: 15 Dec 2005 Posts: 3151
|
Posted: Tue Mar 03, 2009 3:48 pm Post subject: |
|
|
หนูคะ
พอดีอจมีเงินขายหนังสืออยู่บ้าง เป็นเงินยูโร ชุลีซึ่งเป็นลูกศิษย์อจที่เยอรมันถืออยู่ อจจะให้ชุลีโอนเงินยูโรให้หนู ๓๐๐ ยูโรนะคะ เอาไว้ซื้ออาหาร หนูบอกเลขบัญชีให้ชุลีหน่อย ที่จริงอจจะโอนจากอังกฤษให้ แต่มันจะต้องผ่านการแลกเปลี่ยนซึ่งตอนนี้ค่าเงินปอนด์ตกมาก เกือบเท่าเงินยูโรแล้ว หรือเท่ากันแล้ว ฉะนั้น หากมียูโร ก็ใช้ไปดีกว่า เก็บไว้ก็ไม่ได้งอกเงย หนูเอาไปใช้นะ ไม่ต้องห่วงหรือเกรงใจอจ อจบอกเสมอว่า เงินที่คนมักทำบุญกับอจนั้น อจก็มักผันออกมาให้คนที่จำเป็นต้องใช้ ซึ่งหนูก็จำเป็นอยู่
ปัญหาเรื่องเงินขัดสนนั้น หนูคงรู้ว่าหนูไม่ใช่คนเดียว นี่เป็นเรื่องที่กำลังเกิดกับคนโดยทั่วไป ทั่วโลกเลย เป็นกรรมร่วมของมนุษยชาติ หนูอ่านบทความที่อจแนบมาให้นะ แล้วพยายามเข้าใจสถานการณ์ของโลกที่อจเชื่อว่า กำลังเตรียมตัวมนุษย์ไปสู่ยุคมิคสัญญี เมื่อคนลำบากไม่มีอาหารกินมากขึ้น คนทั่วโลกจะลุกขึ้นมาประท้วงและคนรวยๆ หยิบมือหนึ่งจะอยู่ไม่ได้ ระบบการเงินจะล้มละลาย ทีนี้ตัวใครตัวมันแล้ว
บทความนี้ไม่ได้ต้องการให้คนอ่านกลัว แต่ต้องการเน้นให้คนรีบจับรถไฟขบวนสุดท้ายเพื่อไปนิพพานเร็วๆ เพราะมนุษยชาติกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ยุคมิคสัญญีอย่างรวดเร็ว อจเปลี่ยนความคิดคนทั้งโลกไม่ได้หรอก ได้แต่ช่วยเหลือคนกลุ่มนิดเดียวที่ยังฟังอจรู้เรื่องเท่านั้น
ฉะนั้น หนูอย่าตกใจกลัวนะ อดทนให้มากๆ กัดฟันสู้ต่อไปและพร้อมที่จะเผชิญทุกสถานการณ์ของชีวิต ทองหยองเป็นของนอกกาย กินไม่ได้ หากขายได้เพื่อเอาเงินมาซื้ออาหาร ก็ขายไปเถอะ อย่าเสียดาย พาตัวใจกลับบ้านแล้ว จะได้มองทะลุเรื่องสมมุติเหล่านี้
เรื่องของลูกสาวที่เมืองไทยนั้น อจได้บอกคุณเอกประธานชมรมไปแล้ว เพื่อหาทางช่วยเหลือด้วย
หนูบอกเลขบัญชีที่อิตาลีให้ชุลีนะ โอนระหว่างเยอรมันกับอิตาลีคงไม่ยุ่งยากหรอก ยูโรเหมือนกัน
ด้วยความเมตตา
อจศุภวรรณ |
|
| Back to top |
|
 |
supawan

Joined: 15 Dec 2005 Posts: 3151
|
Posted: Thu Mar 12, 2009 4:19 pm Post subject: |
|
|
12/03/09
สวัสดีค่ะหญิง
อจได้รับเมล์ของหญิงในขณะที่อยู่ลอนดอนโดยเปิดจากคอมของลูกชาย แต่ไม่มีเวลาตอบ คิดว่าจะตอบตอนกลับมาเบอร์มิ่งแฮม และเมล์ของอจก็เข้ามาทุกวัน เมื่อคืนนึกได้ว่า ยังไม่ได้ตอบเมล์ของหญิงเลย แต่ปรากฏว่ามานั่งหาเมล์ของหญิง หาเท่าไร ก็หาไม่เจอ เชื่อแน่ว่าไม่ได้ลบทิ้ง เข้าไปค้นแม้ในกองขยะ แต่ก็ไม่มี แปลกมาก ยังดีว่าส่งผ่านหมอแป๊ะหมอจ๋าได้ ก็ไม่รู้ว่าเขากลับจากสวิสแล้วหรือยัง หญิงคงต้องรอหลายวันก่อนที่จะได้รับเมล์นี้ของอจ ที่จริง อจไม่ชอบดองเมล์ นอกจากลืมแล้ว นี่ก็เป็นปัญหาใหม่ที่เจอ หวังว่าคอมของหญิงคงอ่านภาษาไทยได้นะ
อจดีใจที่หญิงกับแม่มาเยี่ยมอจได้ถึงเบอร์มิ่งแฮม ทำให้รู้สึกอบอุ่นค่ะ เห็นหน้าคนรู้จักจากเมืองไทย ชื่นชมอาม่ามากเลยที่สามารถตะลอนกับลูกสาวได้เช่นนี้ ก็ไม่ใช่อะไรมากไปกว่าพลังของความรัก เมตตา ห่วงใยที่แม่มีต่อลูกสาวนั่นเอง ตรงนี้อ่านไม่ยากหรอก
เรื่องงานนั้น อจเห็นใจทุกคนที่ต้องทำมาหากิน คนที่ต้องทำงานอยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมนี้ล้วนเป็นเพียงส่วนประกอบ ฟันเฟืองที่เล็กมากของระบบใหญ่ทั้งหมดที่ซ่อนความโหดร้ายไว้เยอะแยะ ฉะนั้น หญิงอย่าไปลงโทษตัวเองให้มากเลยในการต้องเอาคน ๑ คนออกจากงาน อจเข้าใจดีว่า หากไม่จำเป็นจริงๆ หญิงก็คงไม่ทำแน่นอน เพราะทุกคนถูกกระทบหมด every collapses like a house of card
อจรู้ดีด้วยว่าหญิงก็เจ็บปวดไม่น้อยที่ต้องตัดสินใจเช่นนั้น แต่ตรงนี้แหละที่หญิงต้องพยายามเอาเรื่องพาตัวใจกลับบ้านเข้ามาช่วยตัวเอง อจกำลังเขียนบทความเรื่อง "วิเคราะห์เศรษฐกิจระบบทุนนิยมจากมุมมองของพุทธศาสนา" เพื่อให้คนเห็นความสกปรกของระบบเงินตรานี้ ซึ่งข้อสรุปนั้น ถ้าไม่โค่นระบบนี้แล้ว ปัญหาต่างๆจะแก้ไม่ได้เลย แต่นั่นก็เป็นบทสรุปของคอมมิวนิสต์ซึ่งก็เป็นที่รู้กันว่าใช้ไม่ได้เช่นกัน เพราะไม่ว่าระบบเศรษฐกิจอะไร ล้วนต้องอาศัย "จิตใจของมนุษย์" เข้ามาบริหารงานทั้งสิ้น ฉะนั้น จึงมาลงที่รากเง้าของปัญหาที่แท้จริงของมนุษย์ว่าคือ จิตใจที่ยังมีอวิชชาและความหลงอยู่ อจเพียงต้องการใช้บทความนี้ตกปลาที่มืดบอดอีกสักสามสี่ตัวเพื่อให้เขาสามารถจับรถไฟเที่ยวสุดท้ายออกจากคุกชีวิตเท่านั้นเอง
อยากให้หญิงอ่านบทความนี้ และพยายามทำใจว่าเราเป็นเพียงฟันเฟืองของระบบทั้งหมด ฉะนั้น ทำงานส่วนของเราให้ดีที่สุดเท่านั้น และตั้งเป้าหมายของชีวิตให้ชัดเจนว่าเราจะไปนิพพาน และมองงานที่ทำเป็นเพียง "ทางผ่าน" ที่เรายังจำเป็นต้องกิน ต้องใช้ ต้องอยู่ แต่ก็จะพยายามใช้ชีวิตอยู่ให้ใกล้ชิดกับเส้นปกติของชีวิตมากที่สุด ในขณะที่เรายังอยู่ในระบบการเงินที่โหดนี้ เราทำได้เพียงเท่านี้จริงๆแหละ ฉะนั้น หญิงต้องพยายามให้กำลังใจแก่ตัวเอง และหาเวลาที่จะฝึกฝนเรื่องพาตัวใจกลับบ้าน แม้ยังเข้าบ้าน ๓ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ฝึกเข้าบ้าน ๑-๒ นี่แหละ ก็พอแล้ว เท่ากับเป็นการสะสมพลังแห่งสมาธิและปัญญาแล้ว เมื่อมีมากขึ้น ถึงจุดหนึ่งมันจะพาเราพุ่งไปข้างหน้าโดยที่เราเองก็นึกไม่ถึง ฉะนั้น ตอนนี้หญิงต้องพยายามเก็บระยะทางไปก่อน
หญิงต้องมองให้เห็นความโชคดีมากๆๆๆของตัวเองที่มีครอบครัวดี อบอุ่น และทุกคนสามารถพูดเรื่องทอมกับเจอรี่ได้ ให้กำลังใจแก่หญิงได้ พยายามดึงเอาพลังจากส่วนนี้มาใช้นะคะ และอจก็ยังเป็นที่พึ่งอยู่หน้าคอมให้หญิงและทุกคนที่ต้องการกำลังใจจากอจค่ะ ฉะนั้น เขียนถึงอจได้เสมอ ไม่ต้องห่วง ทีนี้เมล์ไม่หายแน่นอน
อจเลยถือโอกาสส่งบทความที่ยังไม่สมบูรณ์มาให้อ่านก่อน กำลังเขียนเพิ่มเติมอยู่ ส่วนไฟล์ power point นั้นเป็นความคิดของจ๋าที่เริ่มต้น อจกับคุณอรุณก็ค่อยๆเอามาแก้ไขเพิ่มเติม ก็สามารถสื่อเนื้อหาหลักๆได้ แต่ต้องอ่านบทความวิเคราะห์ตามไปด้วย ไม่งั้นไม่เข้าใจหรอก จึงส่งมาให้ทั้ง ๒ ไฟล์เลย
เอานะคะ อจต้องไปทำงานอื่นต่อค่ะ เมื่อหมอแป๊ะกลับจากสวิส เขาคงส่งเมล์นี้ให้หญิงทันที ต้องขอโทษที่ช้าหน่อย หากหญิงจะมาเบอร์มิ่งแฮมอีกเมื่อไร ก็บอกนะ มาแอ่วหาอจได้เสมอ อจกำลังจะจัดงานสอนที่บ้านของตัวเองแล้ว กลุ่มละ ๕ คน ๘ คนก็ยังดี ค่อยๆ ตกปลาทีละตัว
ฝากความคิดถึงให้คุณโอลิเวอร์ เพื่อนชาวเยอรมันด้วยนะคะ
อจขออวยพรให้หญิงมีกำลังใจและมีความก้าวหน้าในธรรมค่ะ
ด้วยความเมตตา
อจศุภวรรณ
|
|
| Back to top |
|
 |
supawan

Joined: 15 Dec 2005 Posts: 3151
|
Posted: Sat Mar 14, 2009 4:17 pm Post subject: |
|
|
ขออนุญาติพูดตรงๆ จากใจนะครับ
อาจารย์ และพี่อรุณทุกท่านครับ ผมได้อ่านแล้ว เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
แต่ที่สำคัญคือ การฝึกพาตัวใจกลับบ้านหรือวิปัสสนานั้น แก้ปัญหาที่ "ใจ" เท่านั้น
การพาตัวใจกลับบ้านแก้ปัญหา"ใจติดกับเงิน" , "ติดใจกับเงิน", "ใจทุกข์กับเงิน", "ทุกข์ใจกับเงิน"
การพาตัวใจกลับบ้านไม่ได้แก้ปัญหา"การบริหารสภาพคล่องทางการเงิน"
Power Point นี้เหมาะจะใช้เป็นสื่อการสอนของอาจารย์เป็นอย่างยิ่ง
เพื่อให้รู้ถึง "สมมุติบัญญัติ"(ของเงิน) และละวางออกจากใจได้ บางส่วนก็ยังดี
ซึ่งหากคนเราโลภน้อย-ความอยากลงแล้ว จำนวนเงินก็จะเป็นปัญหากับชีวิตน้อย
หนี้สินก็จะน้อยลง มีคนบางกลุ่มพยายามกลับมาหาทรัพยากรต้นทุนจริงๆ
เช่นผลผลิตทางการเกษตร หรืออะไรที่ผลิตได้ในครัวเรือน เพื่อยังชีพจริงๆ
แต่ระบบเงินตราสมมุติ มันได้ทำลายตรงนั้นไปมากมายแล้ว
อย่างเช่น เกษตรกรในเมืองไทยสวนใหญ่ไม่มีเงินมากนัก
และไม่มีที่ดินทำกินของตัวเอง ฯลฯ
เพราะระบบ "ทำมาหากิน" กลายเป็น "ทำมาหาขาย"
ผมมีความเห็นว่า ไฟล์ Poperpoint นี้
ไม่เหมาะที่จะนำมาใช้เชิญชวนกับการอบรม
เพราะการอบรม ก็ยังต้องเก็บค่าอบรม เพราะมันดูขัดแย้งกัน
ในผู้ที่ยังลังเลสงสัยซึ่งไม่สามารถแยกแยะสมมุติ-ปรมัตถ์ออกจากกันได้
เท่าที่ผมได้รู้จัก แม้แต่คนที่ปฏิบัติธรรมหลายๆ คน
คนส่วนน้อยจริงๆ ที่มีปัญญาแยกแยะสมมุติกับปรมัตถ์ออกจากกันได้
เพราะคนส่วนใหญ่เหมือนถูกกักใน Matrix แห่งระบบเงินตราสมมุติ
(หมายความว่า เข้าใจว่า ร่างกาย-ชีวิตประจำวันอยู่ในระบบสมมุติ
ก็ทำตามสมมุติ ไปทำลายสมมุติไม่ได้ ไปทำลายระบบเงินตราไม่ได้
แต่ปรมัตถ์ก็ต้องปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์จากเรื่องสมมุตินั้นๆ พ้นจากความทุกข์เรื่องเิงิน)
1.สมมุติ หมายถึงเรื่องเงิน วัตถุ ข้าวของ กฎหมาย ระบบต่างๆที่มนุษย์กำหนดขึ้นมาเอง ฯลฯ
2.ปรมัตถ์ คือการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ พาตัวใจกลับบ้าน
ยกตัวอย่างเช่น คำสอนที่ว่า "ไม่ยึดมั่นถือมั่น"
ก็จะมีคนสงสัยว่า ไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้วจะทำงานอะไรได้ มีกำลังใจ มีแรงจูงใจอะไร?
สิ่งที่อาจจะเป็นปัญหา ต่อการอบรม
ไม่ใช่เพียงแต่นายทุนบางคนจะรู้สึกเป็นปัญหาเท่านั้นครับ แต่อาจมีข้อกังขาอีก
1. คนไม่มีเงินมากนัก ไม่มีการศึกษามากนัก มีสิทธิจะเข้าอบรมหรือเปล่า?
2. แม้ราคาไม่แพง ก็ยังต้องเก็บเงินค่าอบรมอยู่ดีไม่ใช่หรือ?
3. หนังสือทำไมไม่แจกอย่างเดียว ทำไมถึงมีการขาย?
4. หลายๆสำนัก ก็แจกหนังสือ-ซีดี ฟรี ทำไมกลุ่มนี้ถึงเน้นขายของละ?
หรือจะเป็นอีกสารพัดข้อกังขา ไม่รู้ว่า่จะมีอะไรอีกบ้าง
ซึ่งไม่มีทา่งที่ทางชมรมจะตอบได้ทีเดียวพร้อมกันหมด
หรือหากอาจารย์หรือพี่อรุณ
มีการอธิบายอะไรกันมากว่านี้ในเชิงที่ว่า ทำไมถึง "เลี่ยงไม่ได้"
"ความจำเป็นต้องใช้อย่างไร" จะช่วยลดความเสี่ยงของปัญหาได้นะครับ
ผมเห็นว่า ถ้าเรื่องสมมุติของเงินใน powerpoint ชุดนี้ เป็นจริงอย่างยิ่ง
แต่เป็นจริงในรูปแบบที่ต้องมีตัวอย่างปฏิบัติที่ชัดเจนจริงๆ
เพราะในโลกความเป็นจริง หาคนที่ไม่ได้ใช้เงินแล้วยู่รอดได้นั้น น้อยและยากเต็มที่
หวัดดีครับโก้และทุกท่านค่ะ
เรื่องบทความนี้ป้าอ้อยเป็นคนขอความกรุณาให้ท่านอจ.เขียนเองค่ะ
เนื่องจากป้าอ้อยเห็นปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบันนี้แล้ว ก็คิดถึงการสอนของท่านอจ.
เกี่ยวกับการที่คนเราเอาเส้นผิดปกติมาเป็นมาตรฐานของชีวิต
จึงได้รบกวนให้ท่านอจ.ช่วยเขียนบทความเตือนสติคนไทย ตามที่ท่านสอนในห้องอบรม
คือ ให้ทุกคนปรับตัวอยู่อย่างพอเพียง หากชีวิตมีการดีดขึ้น-ลงบ้างก็ขอให้อยู่ใกล้ๆเส้นปกติ
ตามที่ท่านอจ.สอนน่ะค่ะ
แต่ป้าอ้อยก็หายไปจากวงการพักใหญ่ เนื่องจากต้องรีบตรวจข้อสอบและส่งเกรด
เพิ่งจะเสร็จเมื่อวันอังคารนี้เองค่ะ(ขอสารภาพว่ายังไม่ได้อ่านบทความล่าสุดเลย)
ขอบคุณและขออนุโมทนาสำหรับการพูดตรงๆ ซึ่งป้าอ้อยก็เห็นด้วยกับโก้เรื่อง...
...เพราะระบบ "ทำมาหากิน" กลายเป็น "ทำมาหาขาย" ...ค่ะ
ส่วนเรื่อง......"แต่อาจมีข้อกังขาอีก"...นั้น ป้าอ้อยมีความเห็น(และเคยถูกถาม/ตอบบางคนไปแล้ว) ดังนี้นะคะ
1. คนไม่มีเงินมากนัก ไม่มีการศึกษามากนัก มีสิทธิจะเข้าอบรมหรือเปล่า?...ที่ผ่านมา เท่าที่ป้าอ้อยทราบก็สามารถเข้าอบรมได้ไม่น้อยนะคะ และมีทั้งที่ท่านอจ.ลดค่าอบรมให้เป็นกรณีพิเศษแถมมอบหนังสือกลับไปให้อีกหลายเล่มค่ะ
2. แม้ราคาไม่แพง ก็ยังต้องเก็บเงินค่าอบรมอยู่ดีไม่ใช่หรือ?...อันนี้ป้าอ้อยตอบเขาไปว่า รายได้จากค่าอบรมเมื่อหักค่าใช้จ่าย(ค่าเช่าสถานที่ อาหาร ฯลฯ)แล้ว ก็จะรวบรวมเป็นค่าเครื่องบินในการเดินทางมาสอนของท่านอจ.ค่ะ...คือตอบไปตามความเข้าใจของตัวเองน่ะค่ะ(ไม่ได้ถามใคร) เท่าที่ทราบก็มีที่ภูเก็ตที่มีเจ้าภาพ
ให้ผู้สนใจเข้าอบรมฟรีค่ะ
3. หนังสือทำไมไม่แจกอย่างเดียว ทำไมถึงมีการขาย?...ตามความเข้าใจของป้าอ้อยก็คือ ท่านอจ.เป็นอุบาสิกาซึ่งต้องอาศัยสมมุติในการจัดหาปัจจัยสี่เพื่อการดำรงชีวิตนะคะ ส่วนพระ-ชีนั้นก็มีกรมการศาสนา
และพุทธศาสนิกชนที่มีจิตศรัทธาร่วมทำบุญบริจาคสมมุติให้ท่าน มีทั้งรายใหญ่-รายย่อย(ได้หนังสือ/เทปไปแล้วก็บริจาคปัจจัยหย่อนลงตู้) ซึ่งโก้ก็ทราบดี
4. หลายๆสำนัก ก็แจกหนังสือ-ซีดี ฟรี ทำไมกลุ่มนี้ถึงเน้นขายของละ?..."กลุ่มนี้" ก็มีทั้งที่แจก(ให้โหลดฟรี) ส่วนเรื่องการขายนั้น เนื่องจากเรามีต้นทุนที่ต้องจัดหาเองและป้าอ้อยเข้าใจว่าเป็นไปตาม "Demand & Supply" ประกอบกับเหตุผลตามข้อ 3 ด้วยค่ะ
หวังว่าคำตอบนี้(ตามที่ป้าอ้อยเข้าใจ) คงจะพอเป็นแนวทางให้โก้ตอบเพื่อนๆหรือญาติธรรมที่ "มีข้อกังขา" ได้บ้างนะคะ ท่านอจ.มักจะสอนว่า "อย่าเอาเจอรี่ของคนอื่นมาทำให้เราเป็นกังวลเลย" นะคะ
โก้พูดถูกเผงเลยว่า "การปฏิบัติวิปัสสนานั้น คือ การแก้ปัญหาที่"ใจ" หรือที่ตัวใจ" นั่นเองค่ะ
โดยส่วนตัวของป้าอ้อยเองนั้น พยายามดำเนินชีวิตโดยการทำ "อกรรม" น่ะค่ะ
ขอขอบคุณกับความหวังดีของโก้ และหวังว่าเพื่อนๆหรือญาติธรรมที่โก้รู้จักคงจะเข้าใจเหตุผลของเรานะคะ
ป้าอ้อยค่ะ
[/color
ขอบคุณมากค่ะคุณอรุณที่ปรับตัวหนังสือให้ อยากให้นำภาพของท่านมหาตมะ คานธี ใส่เข้าไปในกล่องที่เป็นคำพูดของท่านด้วยนะคะ
ต้องทำอีกกล่องหนึ่งให้คนรู้ว่า ข้อมูลเหล่านี้จะได้รับการขยายความมากขึ้นในบทความเรื่อง
"วิเคราะห์เศรษฐกิจทุนนิยมจากมุมมองของพุทธศาสนา" ไม่งั้น คนอ่านแล้วจะเข้าใจไม่ได้ งาน power point เช่นนี้เป็นเพียงเรื่องจุดประกายความคิดเท่านั้น ไม่ได้มุ่งสอนให้คนเข้าใจเนื้อหาหมด ใครมีบุญบารมีมากพอ ประกายแห่งปัญญาเหล่านี้ ก็จะช่วยให้พวกเขาหาความรู้เพิ่มขึ้น ก็เพียงเท่านั้น
ที่สำคัญคือ อย่าไปคิดแทน พูดแทนคนอื่นเสียหมด ต้องระวังเจอรี่ของตัวเอง ถ้าพวกเราทำงานแบบ "ตกปลาทีละตัว" ได้จริงๆแล้ว ก็ไม่ควรมีปัญหาว่าคนอื่นจะคิดยังไงกับเรา
เป้าหมายของบทความเรื่องทุนนิยมนี้ อจรู้แก่ใจว่า เราจะโค่นระบบทุนนิยมนี้ไม่ได้หรอก ถ้าจะทำก็จะถูกเขาโค่นเสียก่อน ฉะนั้น เพียงกวาดต้อนคนที่เข้าใจคำสอนเช่นนี้ได้ให้เขาจับรถไฟเที่ยวสุดท้ายเพื่อออกจากคุกชีวิตเท่านั้น ซึ่งยังจำเป็นต้องพูดไปตามเนื้อผ้าของข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น อย่าไปคิดอะไรมากกว่านี้เลย ปวดกะโหลกเปล่าๆ โลกนี้จะมีคำถามมากกว่าคำตอบเสมอ
ขอบคุณในความเห็นของทุกคนค่ะ
อจ
อ้อยคะ
อจขอบคุณอ้อยที่ช่วยตอบเมล์ของโก้ให้อจ อจเหนื่อยที่จะพูดเรื่องซ้ำๆแล้ว จึงเพียงอยากบอกโก้ว่า อย่าไปคิดและพูดแทนคนอื่นเสียหมด ที่จริง งานในเว็บไซต์ของเราที่ให้กับมนุษยชาตินั้นมีค่ามากมายกว่าที่เราไปเก็บจากเขานะ แต่พวกเรากันเองอาจจะมองข้ามข้อนี้ก็ได้ อจจึงไม่กินแหนงแคลงใจเรื่องที่จำเป็นต้องเอาเงินจากคนอื่นบ้าง อย่างที่เอกเคยพูดในห้องอบรม ไม่มีอะไรได้มาฟรีหรอก เพียงแต่มีเจ้าภาพออกให้เท่านั้น แต่ความรู้ที่อจให้แก่มนุษย์นั้น ฟรีแน่นอน เพียงแต่ระบบทุนนิยมนี้บังคับให้เราต้องใช้เงิน
เมตตา
อจ
[color=darkred] เรียนอจ.ด้วยความเคารพและศรัทธาค่ะ
ดิฉันรีบตอบเพราะ
1.อยากให้พอ.อรุณเข้าใจ เพราะเกรงว่าเขาจะงงๆน่ะค่ะ
2.หากคุณเอกตอบ ก็เหมือนเป็นการชี้แจงให้ตัวเองด้วย
3.อยากให้โก้คลายความกังวล เพราะเขาคงถูกถามจากหลายสำนักที่เขาเข้าไปปฏิบัติน่ะค่ะ
เมล์ที่อจ.ตอบกลับมาในลักษณะพูดเรื่องเนื้องานนั้น ดิฉันถือว่าเป็นความกรุณาของอจ.มากเลยค่ะ
ขอความกรุณาอจ.ช่วยชี้ช่องทางและกวาดต้อนผู้คนออกจากคุกชีวิตด้วยความเมตตาตลอดไปนะคะ
ด้วยความเคารพและศรัทธา
อ้อยค่ะ
อจกำลังยุ่งทำอาหารเพื่อการกุศล ลูกชายจะเอาไปที่ทำงานให้คน๑๐๐ คนกิน อ่านเมล์ของอ้อยแล้ว ก็เลยส่งเมล์นี้ที่อจไม่ได้ส่งให้โก้กับคุณอรุณ เดี๋ยวให้อจทำอาหารเสร็จก่อน แล้วค่อยอธิบายอีก แต่เนื้อหา ก็คงเท่านี้แหละ หากอจมีเงินเพียง ๑ เปอร์เซนต์ของคุณทักษิณแล้ว คิดหรือว่าอจจะมานั่งเก็บเล็กเก็บน้อยกับคนทั้งหลาย เพราะระบบทุนนิยมนี่แหละ ที่ทำให้แม้อจก็ยังต้องตกเป็นเหยื่อของมัน เพราะเราไม่สามารถทำอะไรได้เลยโดยไม่มีเงิน แต่อย่าให้คนที่ไม่รู้จักอจอย่างใกล้ชิดมา "มองอจแบบตัดตอน" เลย เหมือนแค่เห็นผู้หญิงคนนี้แต่งหน้าหน่อย ก็ตัดสินแล้วว่า เป็นคนไม่จริง นั่นเป็นปัญญาของคนอนุบาล การเก็บเงินคนอบรมกับการขายหนังสือนั้น เงินเหล่านั้นเทียบค่าไม่ได้กับงานทั้งหมดที่อจทุ่มเทมาในช่วง ๒๐ ปีหลังหรือทั้งชีวิตก็ยังได้ หากอจมานั่งคิดตังคนที่เขียนมาปรึกษาปัญหาชีวิตกับอจทั้งส่วนที่ตอบเป็นจดหมายในอดีต อีเมล์ และเอาหูไปฟังเขาแล้ว ถ้าคิดตามเรทของนักจิตวิทยาหรือหมอโรคจิตที่เปิดคลีนิคทั้งหลายแล้ว อจคงจะรวยในระดับมหาเศรษฐีไปแล้ว แต่อจก็ทำงานรับฟังปัญหาคนและช่วยแก้ เป็นที่พึ่งให้พวกเขามาตลอดตั้งแต่อยู่ธรรมศาสตร์แล้ว งานที่ปรากฏในเว็บไซต์เป็นเพียงงานของ ๔ ปีที่เริ่มมีเว็บไซต์เท่านั้น งานก่อนหน้านั้นที่รับปรึกษาปัญหาชีวิต อจไม่ได้เก็บ แต่ก็เป็นงานเดียวที่ทำมาตลอดโดยไม่ได้ตีค่าเป็นเงิน
แม้เว็บไซต์ของเราขณะนี้ก็เต็มไปด้วยเนื้อหาที่จะช่วยคนคลายทุกข์ทั้งนั้นโดยที่ทุกคนในโลกสามารถสอยไปได้อย่างไม่มีรายจ่าย เนื้อหาของหนังสือทุกเล่มอยู่ในเว็บไซต์หมด ซึ่งส่วนที่คนสอยไปฟรีๆนั้น เราจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่ามีเท่าไร ที่สอยไปแล้วส่งต่อให้คนอื่นอีกล่ะ ฉะนั้น ขอให้พวกเราอย่ามองข้ามผลงานเหล่านี้ที่ตีค่าด้วยเงินไม่ได้เลย คนอื่นที่ไม่รู้จักอจ ถ้าเขาไม่รู้และตำหนิอจว่าไปเก็บเงินค่าอบรมเขา เราก็ต้องให้อภัยเขาเพราะความไม่รู้ของเขา แต่ "คนของเรา" ต้องไม่ลังเลสงสัยในตัวอจแล้วนะคะ และเข้าใจให้ถูกต้องว่า อจก็ยังต้องเป็นทาสของระบบการเงินเช่นกัน อจยังมีครอบครัวต้องดูแล มีลูกคนเล็กที่ยังต้องจุนเจือ แต่อจไม่ได้ป่าวประกาศว่า อจขี้เหนียวกับตัวเองมาก เพื่อเก็บเงินเท่าที่มีให้คนอื่น(ที่ไม่ใช่ลูก)ในยามที่เขาขัดสนจริงๆ ที่ให้แบบรู้ๆก็ส่วนหนึ่ง แต่ที่ให้แบบไม่มีใครรุ้นอกจากเจ้าตัวแล้ว อจก็ไม่เอามาบอก ป่าวประกาศให้คนรู้หรอก
เรื่องเก็บเงินค่าอบรมนั้น หากมีเจ้าภาพรายใหญ่มาแบ่งเบาภาระของอจได้ละก็ อจก็ไม่จำเป็นต้องเก็บเงินใคร อย่างที่คุณวิศาลเป็นเจ้าภาพที่ภูเก็ต คนมา ๒๐๐-๓๐๐ นี่ไม่ต้องเสียเงินเลย เจ้าภาพเหมาหมด
ฉะนั้น บทความเรื่องทุนนิยมที่กำลังเขียนและทำนี้ เราไม่ต้องไปคาดหวังอะไรมากหรอก ตั้งเป้าที่การตกปลาทีละตัวก็พอแล้ว ใครจะคิดอะไรกับอจ ก็ช่างเขาเถอะ พูดเลย พอแล้วนะ
ทรายส่งไปให้พวกเราอ่านกันหน่อย อจต้องเข้าครัวแล้ว
เมตตา
อจ
|
|
| Back to top |
|
 |
supawan

Joined: 15 Dec 2005 Posts: 3151
|
Posted: Sun Mar 15, 2009 5:01 pm Post subject: |
|
|
2009/3/15
เรียน คุณโก้ และทุกท่านครับ
ใช่ครับ เห็นด้วยกับคุณโก้เป็นอย่างมาก มันเป็นปัญหาขัดแย้งระหว่าง "แนวคิด" กับ "การปฏิบัติ" ซึ่งเป็นปัญหาของท่านที่มีใจเมตตากรุณา มีสิ่งดีๆแต่ไม่อยากเก็บไว้คนเดียว อยากสอน/ถ่ายทอดให้คนอื่น
แต่ปัญหาคือในทางปฏิบัติเราไม่สามารถหลีกหนีจากมันได้
ข้อนี้ไม่ใช่ปัญหาของผมครับ(ในแง่ที่กล่าวมา) เพราะในมุมมองของผม ผมเคยเรียน อจ.แล้วว่า ผมเชื่อ 100000% แต่ผมยังไม่ได้ลงมือทำจริงมากนัก ผมยังเลี้ยงเสืออยู่ แต่ผม(คิดเอาเองว่า)ผมก็รู้จักกวางแล้ว และเมื่อถึงวันหนึ่ง ผมจะทิ้งเสือมาเลี้ยงกวาง
ผมว่าแม้จะเป็นแบบที่ผมเป็น มันก็แก้ทุกข์แก้ปัญหาชีวิตได้เยอะมากนะครับ มันทำให้เรารู้ตัว รู้ว่าสาระจริงๆคืออะไร รู้ว่าเราต้องอยู่แบบโลกๆ ควรมีวิธีอยู่วิธีคิดอย่างไร และที่สำคัญ ตัดความกลัว ความวิตกกังวลไปได้เยอะมากๆ นั่งมองคนอื่นที่เขาวุ่นวายก็ได้แต่สงสาร ผมว่าแค่นี้ก็เป็นประโยชน์มหาศาลแล้วครับ
ส่วนเรื่องเสียเงิน คือคนที่หาทางออกจากปัญหาชีวิต มีมากที่เสียเงินเสียทองไปกับความเชื่อที่ผิดๆ แล้วแก้ปัญหาไม่ได้ มาเสียที่นี่อีกจะเป็นไรไป ส่วนคนที่ไม่มา ไม่มีความสามารถพอ ก็ถือเสียง่ายๆว่าเป็นกรรมของเขา ไม่มีใครจะมีแรงตัดแฝกมามุงท้องฟ้าทั้งโลกเพื่อบังแดดบังฝนให้กับมวลมนุษย์ทั้งหมดได้หรอกครับ แม้จะเก่งเพียงใด
เคารพ
อรุณ
ขอบคุณมากค่ะคุณอรุณสำหรับคำตอบที่ฟัง "เข้าท่ามาก" ดูออกว่าเป็นการพูดของคนที่มีประสบการณ์ชีวิตไม่น้อย จริงแหละ คนเอาเงินไปใช้ทิ้งใช้ขว้างมากมายต่อวัน เอามาใช้จ่ายเพื่อหาประโยชน์สูงสุดใส่ตัว ก็น่าจะเข้าใจได้ และเราไม่สามารถตัดแฝกมามุงหลังคาฟ้าแน่นอน ทำเท่าที่ทำได้ ตกปลาไปทีละตัว และก็นอนหลับให้สบาย พอแล้วค่ะ
เรื่องภาพ power point ที่จ๋าเริ่มทำและร่วมกันทำนั้น อจยังคิดว่า เราน่าจะกระจายออกไปก่อนเพื่อให้คนเข้ามาหาเว็บไซต์ของเรา ก็ดีไม่น้อย ใครอยากด่า ปล่อยเขา เราช่วยคนที่ยอมให้เราช่วยก็พอแล้ว อจอยากขอเปลี่ยนคำพูดในกล่องหนึ่งก่อนนะคะ เดี๋ยวจะส่งมาให้คุณอรุณแก้ให้ เพราะวันนี้อจจะไปงานฉลองตรุษจีน และเจ้าของงาน (รู้จักลูกชาย) มาขอให้ไปรำไท้เก็กบนเวทีงานให้เขาด้วย เลยถือเป็นโอกาสจะไปกระจายข่าวเรื่องจัดอบรมที่บ้านอจวันที่ ๓๐ พค นี้
อนุโมทนากับคุณอรุณและทุกคนค่ะ
เมตตา
อจ
|
|
| Back to top |
|
 |
supawan

Joined: 15 Dec 2005 Posts: 3151
|
Posted: Sun Mar 22, 2009 2:22 pm Post subject: |
|
|
เรียน อาจารย์ศุภวรรณที่เคารพ
สไลด์ที่ส่งมาเป็นสไลด์ที่น่าสนใจ
ข้อความส่วนต้นของสไลด์นี้่เคยเห็นเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตมาก่อนหน้านี้แล้ว
แต่ขออนุญาตเรียนความเห็นของตนเองด้วยความเคารพ
1) พิชญ์เห็นด้วยเรื่องเงินในบางส่วน แต่หากว่าไม่มีเงิน เขาก็แลกข้าวของกัน
และก็มีการเอาเปรียบซึ่งกันและกันเหมือนกัน ปัญหาจริงๆไม่ได้อยู่ที่เงิน
แต่อยู่ที่ความโลภและความเห็นแก่ตัวของมนุษย์
2)พิชญ์มีความสงสัยว่ามนุษย์ 7000 คนนั้น
จะสามารถแก้ไขปัญหาของโลกของเงินในยุคนี้ให้หมดไปได้จริงหรือเปล่า
และเข้าใจว่าอีกหลายคนก็จะสนใจถามเช่นเดียวกันว่าตัวเลข 7000 คนมาได้อย่างไร
เขาจะสามารถฝ่าเข้าไปบริหารองค์กรหน่วยงานต่างๆได้หรือไม่
ในยุคที่มีคนมักง่าย เห็นแก่ตัวมาก หรือว่ากันว่ามีคนดีเพียงแค่ 1 ใน 3
เท่านั้นได้หรือไม่่
จริงๆแล้วควรถามว่าเขาจะอยากเข้าไปบริหารองค์กรหรือไม่ในยุคน้ำน้อยแพ้ไฟเช่นนี้
ในยุคที่คนส่วนใหญ่มีความเห็นสุดโต่งต่างขั้ว
และตีความหมายของความว่าเจริญว่าได้มามากๆ เป็นที่หนึ่งเหนือใคร
แม้พระพุทธเจ้าอบรมจนมีพระอรหันต์นับไม่ถ้วน ปัญหานี้ก็ยังคงอยู่
พิชญ์เข้าใจว่าการประชา่สัมพันธ์การอบรมฝึกมนุษย์ 7000 คนนี้เป็นการ roll the
ball เพื่อให้เกิดสังคมที่ดีขึ้น
แต่หากตัดข้อมูลที่ชวนสงสัยหรือขัดแย้งลงอาจจะได้ผู้สนใจมากขึ้นค่ะ
ด้วยความนับถือ
พิชญา
พิชญคะ
ขอบคุณสำหรับเสียงสะท้อนค่ะ ที่จริงแล้ว สไลด์เงินชุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือที่กำลังจะออกใหม่คือ วิเคราะห์การล่มสลายของทุนนิยมในมุมมองของพุทธศาสนา จึงไม่ได้มุ่งสอนรายละเอียด และอจก็รู้ว่าเป็นเรื่องที่ต้องสร้างความขัดแย้งแน่นอนไม่ว่าจะเปลี่ยนตัวเลขจากเจ็ดพันเป็นเท่าไรก็ตาม เพียงแค่ต้องการกระตุ้นคนที่ยังพอมีบารมีให้เข้ามาหาความรู้ในเว็บไซต์ของอจเท่านั้นค่ะ และต้องดูควบคู่กับการอ่านหนังสือเล่มนี้ จึงเข้าใจความลึกซึ้งได้ อจเลยส่งคำนำมาให้ดูก่อนค่ะ ลูกศิษย์กำลังช่วยเหลือกันเข็นหนังสือเล่มนี้ออกมา
หวังว่าพิชญ์กับซอนย่าสบายดีนะคะ
ขอบคุณค่ะ
อจศุภวรรณ |
|
| Back to top |
|
 |
|