ศุภวรรณ กรีนจุดประสงค์แนะนำลิงค์
Supawangreen

บทความ: พระไตรปิฎกเป็นเพียงแผนที่ชีวิต

ข้อท้วงติงในลานธรรม
เข้าไปอ่านมาแล้วครับ เกิดคำถามครับ ช่วงแรกยกพุทธพจน์มา แต่พอช่วงจิตตานุปัสสนา กลับกลายเป็นการปฏิบัติของคุณศุภวรรณเอง และที่สำคัญคือ จิตตานุปัสสนาไม่ใช่การดูความคิด แต่ถูกระบุว่าคือการดูความคิด? และเท่าที่สัมผัส คุณศุภวรรณเองกลับเต็มไปด้วยความคิดมากมาย เสนอให้ตรวจสอบกับพุทธพจน์ให้ดีด้วยครับ
คำตอบ
“จิตตานุปัสสนามิใช่การดูความคิดแล้ว มันคือการทำอะไรอย่างแน่นอน กรุณาอย่าบอกให้อ้างพุทธพจน์ คนร้อยคนพันคนหมื่นคน หากรู้จักเปิดพระไตรปิฎกให้ถูกเล่มและถูกหน้าแล้ว ก็สามารถพูดเรื่องสติปัฎฐานสี่และจิตตานุปัสสนาสติปัฎฐานได้เหมือนกันหมด เพราะหมายถึงการคัดลอกพุทธพจน์ออกมา คงจะรู้มากกว่าคนที่ไม่ได้อ่านพุทธพจน์เลย ก็เท่านั้นเอง พุทธพจน์นั้นเป็นเพียงแผนที่บอกทางให้คนนำมาปฏิบัติจนรู้แจ้งเห็นจริงด้วยตนเอง
ฉะนั้น ดิฉันขอถามว่า เมื่อท่านผู้ถามนำเรื่องจิตตานุปัสสนามาปฏิบัติด้วยตนเองแล้ว ประสบการณ์ในทางธรรมจริง ๆ ของท่านเองเป็นอย่างไร กรุณาชี้แจงให้ผู้อ่านอย่างชัดเจนได้หรือไม่ คำว่า จิต หมายถึงอะไร การเห็นจิตในจิต นั้นหมายถึงอะไร ต้องทำอย่างไร อะไรคือตัวเห็น และอะไรคือตัวถูกเห็น
ขอความกรุณาใช้คำพูดของคนร่วมยุคสมัยที่สามารถเข้าใจกันง่าย ๆ เพราะปัญหาใหญ่ยิ่งในยุคนี้คือ คนหนุ่มสาวไม่สามารถเข้าใจคำศัพท์ที่ฟังเข้าใจยากในพระไตรปิฎกได้อีกแล้ว ฉะนั้น การบอกให้อ้างพุทธพจน์จึงไม่ใช่คำตอบที่ตอบปัญหาจริง ๆ เลย ไม่ได้ช่วยให้คนเข้าใจเรื่องจิตตานุปัสสนาเลย
การที่ดิฉันพูดสอนจากประสบการณ์ของตนเองนั้น คือ สิ่งที่ถูกต้องแล้ว เหมือนอ่านแผนที่ (คำสอนของพระพุทธเจ้า) เสร็จแล้ว ก็เริ่มออกเดินทางทันที เพื่อให้ถึงจุดหมายปลายทาง การอ่านแผนที่และการเดินทางที่แท้จริงนั้น เป็นสองปรากฏการณ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เหมือนรู้หนทางไปภูกกระดึงเพราะอ่านแผนที่ แต่ไม่เคยออกจากบ้านขึ้นรถเดินป่าไปภูกระดึงเลย ก็จะรู้แต่แผนที่เท่านั้น เมื่อคนเดินทางจริง ๆ จนถึงภูกระดึงแล้ว กลับมาบอกคนอ่านแต่แผนที่ว่า นี่เป็นทางลัดไปภูกระดึงนะ คนอ่านแต่แผนที่กลับบอกว่า ไม่ใช่ ไม่ใช่ เพราะตามแผนที่แล้ว ไปทางนั้นไม่ได้ ดูสิ แผนที่บอกให้ไปทางนี้ และพยายามจะชี้ให้คนไปถึงภูกระดึงแล้วมานั่งดูแผนที่ แล้วมันจะแก้ปัญหาอะไรได้ พูดกันคนละเรื่อง จริงหรือไม่
ฉะนั้น ครูบาอาจารย์ที่สอนเรื่องสติปัฎฐานสี่ โดยใช้คำพูดของตนเอง โดยไม่ต้องอ้างพุทธพจน์มากมายนั้น เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว นี่คือความเด่นและความแตกต่างของครูบาอาจารย์ที่เข้าถึงธรรมอย่างแท้จริง เพราะอ่านแล้วนำมาปฏิบัติจนรู้แจ้งเห็นจริงด้วยตนเอง
หากท่านผู้ถามคำถามอ่านหนังสือของดิฉันอย่างถ่องแท้แล้ว ดิฉันพูดเสมอว่า บอกได้เท่าที่ตนเองรู้เท่านั้น บอกมากกว่านั้นก็ไม่ได้ เพราะไม่รู้จะเอาอะไรมาพูดให้คนฟัง รู้เท่านั้น จึงบอกเท่านั้น เรื่องการอ่านพระไตรปิฎกก็ไม่ได้อ่านมาก อันนี้ได้พูดไว้หมดแล้วในหนังสือของดิฉัน
ฉะนั้น จากประสบการณ์การปฏิบัติของดิฉันเอง เรื่องจิตตานุปัสสนาสติปัฎฐานไม่ได้หมายถึงการกดทับหรือทำลายความคิดให้หายไปอย่างสิ้นเชิง คนกับความคิดไปด้วยกัน แยกไม่ได้ เหมือนตา หู แขนขา เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายนี้ ความคิดเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตนี้ที่ต้องมีต้องใช้เหมือนตา หรือ มือ แม้พระพุทธองค์ก็ทรงเต็มไปด้วยความคิดเช่นกัน มิเช่นนั้นแล้ว ท่านจะสอนคนได้อย่างไร คนเราต้องมีความคิดก่อน จึงสามารถพูดอะไรออกมาได้ ความคิดก็คือคำพูดที่อยู่ในหัวของเรานั่นเอง คนที่ไม่มีความคิดเลย คือ คนสมองฝ่อ กับ คนตายเท่านั้น
ฉะนั้น เรื่องจิตตานุปัสสนาสติปัฎฐาน คือ เรื่องการนั่งดูความคิดก่อน เพราะการเห็นความคิดนี่แหละจึงสามารถเห็นความเป็นมายาของความคิด และเห็นกิเลสที่แอบซ่อนมากับความคิด เมื่อเห็นความเป็นมายาแล้ว ต่อจากนั้น จึงรู้จักปล่อยวางความคิดที่เป็นขยะมูลฝอยทั้งหลาย เพื่อตนเองจะได้ไม่ถูกความคิดหลอกเอา เพื่อเป็นอิสระจากความคิด หรือ จิต เมื่อคนปฏิบัติจนสามารถเป็นอิสระจากความคิดหรือจิตได้แล้ว จึงสามารถใช้ความคิดอย่างถูกต้องโดยไม่ถูกความคิดของตนเองหลอกลวงเอา จึงเป็นเรื่องถูกต้องแล้วว่าในหัวของดิฉันเต็มไปด้วยความคิด เพราะจำเป็นต้องเอาความคิดนั้นมาเขียนหนังสือให้คนอ่าน สิ่งที่แตกต่างคือ เมื่อดิฉันคิดเสร็จ เขียนเสร็จแล้ว ก็สามารถปล่อยความคิดได้ทันที นำใจกลับสู่ฐานของสติได้ทันที
ฐานของสติอันคือลมหายใจ หรือ การเคลื่อนไหวของกาย ไม่เกาะไม่เกี่ยวกับความคิดอีกต่อไป จะคิดก็ได้ ไม่คิดก็ได้ ถ้าไม่ต้องเขียนอะไรก็ไม่ได้คิด ถ้าเขียนก็ต้องคิด เพราะ คิดกับเขียนมันเรื่องเดียวกัน
หวังว่าคงตอบคำถามของท่านได้

ศุภวรรณ กรีน

พระไตรปิฎกเป็นเพียงแผนที่ชีวิต
มีสมาชิกเว็บไซต์ลานธรรมท่านหนึ่งได้อ่านหัวข้อเรื่อง จิตตานุปัสสนาสติปัฎฐาน ของดิฉันแล้ว ได้ท้วงติงดิฉันมา ดิฉันจึงขอถือโอกาสตอบข้อข้องใจเป็นข้อ ๆ ดังนี้
  1. ดิฉันได้พูดไว้แล้วในเรื่องอวดอุตริ…ว่า ดิฉันไม่มีเวลานั่งอ่านพระไตรปิฏก ต้องดูแลครอบครัว ความรู้ทางธรรมตามตัวหนังสือ (สุตตมยปัญญา) นั้นส่วนมากเป็นเรื่องที่อ่านตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาและก่อนแต่งงาน ในช่วงเขียนใบไม้กำมือเดียวกับคู่มือชีวิตนั้น หากต้องอ้างถึงพุทธพจน์แล้ว ก็ใช้หนังสือเล่มเดียวคือ พระไตรปิฎกฉบับประชาชนของอาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพเท่านั้น
    อย่างไรก็ตาม พระไตรปิฎกหรือพุทธพจน์คือ แผนที่ชีวิตที่พระพุทธเจ้าทรงบอกทางให้มนุษย์เดินทางไปพระนิพพานอันเป็นเป้าหมายปลายทางของชีวิตเท่านั้น พระพุทธพจน์จึงไม่ใช่เป็น “ตัวสัจธรรมอันสูงสุด หรือ พระนิพพาน” เป็นเพียงตัวหนังสือที่เป็นสื่อพาคนให้ถึงพระนิพพานเท่านั้น ซึ่งดิฉันเรียกว่า เป็นแผนที่ชีวิต
    ในสมัยเป็นนักศึกษา เมื่อดิฉันพอทราบว่า การทำสมาธิคือ การเดินทางแล้ว ดิฉันจึงวางแผนที่ (อ่านหนังสือธรรมะน้อยลง) และหลับหูหลับตาทำแต่สมาธิ โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่า กำลังทำวิปัสสนาอยู่เพราะความอ่านน้อยนั่นเอง มักคิดว่า คนทำวิปัสสนาได้นี่ต้องเก่งกว่าเรามากมาย อย่างเรานี่ อยู่หางแถว ทำแต่สมาธิไปก่อนก็แล้วกัน แต่นั่นหมายถึงการที่ดิฉันเริ่มออกเดินทางเพื่อต้องการเห็นเป้าหมายปลายทางของชีวิตด้วยตาตนเองแล้ว แน่นอน ตอนนั้นไม่ทราบเลยว่ากำลังเดินทางอยู่
  2. เมื่อถึงแล้ว จึงกลับมาบอกให้คนเดินไปดูพระนิพพานด้วยตาของตนเอง ฉะนั้น ความรู้ทางธรรมที่ดิฉันนำมาแจกจ่ายให้เพื่อนมนุษย์นั้น จึงไม่ได้เป็นเรื่องการคัดลอกพระพุทธพจน์แต่อย่างใด แต่เป็นผลจากการเห็นเป้าหมายปลายทางของชีวิตแล้ว เหมือนได้เดินป่าจนถึงภูกระดึงแล้ว เมื่อรู้เช่นนั้น ดิฉันจึงมีอิสระในการบอกทางให้คนไปนิพพาน ไม่จำเป็นต้องเกาะแน่นอยู่กับพุทธพจน์แต่อย่างใด เพราะถนนที่เข้าสู่กรุงโรมนั้นย่อมมีหลายสาย ลายมือของแต่ละคนย่อมเขียนแตกต่างกันไป จะให้เหมือนกันหมดนั้น เป็นไปไม่ได้ ฉะนั้น ถึงแม้ดิฉันจะพูดผิดจากพุทธพจน์ก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าดิฉันมีความขัดแย้งกับสิ่งที่บันทึกอยู่ในพระไตรปิฏก เพราะตราบใดที่ดิฉันสามารถพูดและสอนเพื่อพาคนให้เห็นพระนิพพานได้แล้ว แม้จะใช้คำพูด คำเขียนที่แตกต่างจากพระบรมศาสดาก็ตาม นั่นไม่ได้เป็นเรื่องเสียหายแต่อย่างใดเลย เพราะยุคสมัยเปลี่ยนไปมากแล้ว
  3. เหตุผลใหญ่ข้อหนึ่งที่ทำให้สถาบันพทุธศาสนาสั่นคลอนถึงขนาดจะถอนรากถอนโคนกันอยู่แล้ว คือ เพราะคนยุคสมัยนี้เข้าใจพุทธพจน์ไม่ได้อีกแล้ว หากท่านอาจารย์พุทธทาสไม่ได้แปลหนังสือสวดมนต์ออกมาแล้ว ดิฉันคงไม่มีวันเดินทางมาถึงจุดนี้ได้ เพราะฟังคำสวดมนต์ไม่รู้เรื่อง แต่พอเข้าใจคำสวดมนต์แปลและอ่านหนังสือของท่านแล้ว จึงทราบว่า อุดมคติพระนิพพานนั้นเป็นเรื่องใกล้ตัวมากกว่าที่คิด คำที่เข้าถึงใจเหล่านั้นแหละที่สร้างแรงบันดาลใจและความปรารถนาอยากหลุดพ้นอย่างแรงกล้าให้ดิฉัน
    เมื่อดิฉันไปสวนโมกข์ครั้งสุดท้ายในช่วงวิสาขะบูชาของปี ๒๕๔๔ (ปีที่ฟ้าผ่าลงมาบนเขาพุดทองในขณะที่กำลังทำพิธีของวันวิสาขะอยู่) ได้พบสุภาพสตรีท่านหนึ่งที่กำลังรวบรวมงานเขียนของท่านอาจารย์พุทธทาสในส่วนที่ยังกระจัดกระจายอยู่ เธอมาถามดิฉันว่า นักศึกษาในยุคของดิฉันสามารถเข้าใจคำสอนของท่านอาจารย์พุทธทาสได้อย่างไร เพราะหนุ่มสาวยุคนี้จะให้มาเข้าใจแม้เพียงเสี้ยวหนึ่งของสิ่งที่ท่านพูดในยุคนั้นก็ยากมากแล้ว
    เพราะดิฉันเข้าใจในความสับสนและความทุกข์ของคนที่อยากเข้าใจพระพุทธเจ้าอย่างถึงแก่น แต่เข้าใจไม่ได้เพราะไม่เข้าใจพุทธพจน์ ความเป็นปัญญาชนของดิฉันจึงสามารถช่วยเหลือคนได้ โดยเอาพุทธพจน์มาพูดใหม่ เรียบเรียงใหม่ด้วยภาษาของคนร่วมสมัย พร้อมกับเปรียบเทียบกับสิ่งต่าง ๆ ที่คนยุคนี้สามารถเทียบเคียงได้ ซึ่งดิฉันได้ทำไว้มากพอสมควรในงานเขียนภาษาอังกฤษซึ่งมีมากกว่าภาษาไทย เพื่อบอกทางที่ชัดเจนให้คนถึงพระนิพพาน ฉะนั้น แนวทางของดิฉันจึงแตกต่างไปมาก ที่สำคัญคือ ดิฉันรู้ว่าตนเองกำลังพูดอะไร กำลังทำอะไร แม้ตระหนักดีว่าสิ่งที่ตนเองพูดออกมาเขียนออกมานั้นย่อมเสี่ยงต่อการถูกจับขึ้นเขียงและสับเป็นท่อน ๆ โดยเฉพาะในเมืองไทยที่มีนักปราชญ์ทางธรรม และมีผู้อ่านพระไตรปิฎกอย่างแตกฉานอยู่มากมาย แต่ดิฉันก็ยอมเสี่ยงเพื่อการช่วยเหลือคนแม้เพียงคนเดียวให้เห็นพระนิพพาน
    นอกจากนั้น ดิฉันยังทราบอีกว่า ผู้รู้จริง หรือ ผู้เข้าถึงธรรมอย่างแท้จริงจะสนับสนุนดิฉันมากกว่าที่จะพูดให้คนสงสัยในตัวดิฉัน เพราะยุคสมัยนี้ไม่ได้เต็มไปด้วยคนหัวอ่อนอย่างครั้งพุทธกาลที่ยอมรับฟังพระบรมศาสดาอย่างว่าง่าย และดิฉันเองก็ไม่ได้อยู่ในสถานะของนักบวช คนจะยอมรับฟังความรู้ของดิฉันอย่างว่าง่ายก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก เพราะอัตตาตัวตนของคนเรานี่เป็นเรื่องขจัดยากมาก ฉะนั้น การพูดให้คนเสียศรัทธาในตัวดิฉันย่อมหมายถึงการขัดขวางผู้อื่นที่อาจมีโอกาสเข้าถึงธรรมได้ในภายหลังเพราะเขาสามารถเข้าใจคำพูดของดิฉันได้ ซึ่งดิฉันได้พูดไว้แล้วในบทนำของคู่มือชีวิตภาคกฎแห่งกรรม
    อย่างไรก็ตาม แม้คำพูดของดิฉันจะแตกต่างจากพุทธพจน์ไปบ้าง แต่โครงสร้างหลักของความรู้ของดิฉันนั้นก็ยังคงเป็นเรื่องสติปัฏฐานสี่อันเป็นหนทางเอกที่จะพาคนให้เห็นสภาวะพระนิพพานอยู่นั่นเอง ไม่ได้แตกต่างจากที่พระบรมศาสดาได้ทรงพร่ำสอนเลย
    ฉะนั้น ขออย่าได้ท้วงติงดิฉันในเรื่องว่า ทำไมจึงพูดแตกต่างจากพุทธพจน์เลย เพราะถ้าดิฉันไม่ทำ ก็ไม่สามารถช่วยเหลือคนกลุ่มน้อยนิดกลุ่มหนึ่งที่ได้สร้างบารมีมากับดิฉัน หากคนเหล่านี้สามารถเข้าใจคำพูดง่าย ๆ ของดิฉันได้และนำไปปฏิบัติจนรู้แจ้งเห็นจริงด้วยตนเองแล้ว หากเขาไม่ได้อ่านพระไตรปิฎกเลย ก็ไม่ได้เป็นปัญหาอีกต่อไป
  4. การพูดสอนคนโดยอ้างอิงจากพระพุทธพจน์นั้น แม้เป็นเรื่องถูกต้องและปลอดภัยเพราะไม่ได้พูดแตกต่างจากพระบรมศาสดาก็ตาม แต่นั่นก็ส่อให้เห็นถึงความที่ยังเข้าไม่ถึงธรรมอันสูงสุดของผู้นั้น เพราะยังเข้าไม่ถึงธรรม จึงอิงธรรมไม่ได้ ต้องอิงพุทธพจน์ไปก่อน คนที่เข้าถึงธรรมแล้ว จะหาความปลอดภัยโดยการอิงสัจธรรมอันสูงสุดที่ตนเองเข้าถึงแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องอิงพุทธพจน์อีกต่อไป คนเหล่านี้ จะมีความห้าวหาญในธรรมที่ตนเองประกาศ
    ดิฉันจำเรื่องราวที่อาจารย์เขมานันทะเล่าถึงวันที่ท่านกับหลวงพ่อเทียนกำลังรับประทานอาหารกันอยู่ หลวงพ่อเทียนถามอาจารย์เขมานันทะว่า
    “สิ่งที่คนพูดเมื่อไม่กี่วันก่อนน่ะ ฟังแล้ว บางทีก็ยังลืมไปเลย ใช่หรือไม่”
    อาจารย์เขมานันทะก็ตอบว่า “ใช่ครับ”
    แล้วหลวงพ่อเทียนก็พูดด้วยท่าทางที่ดุดันอย่างที่อาจารย์เขมานันทะไม่เคยประสบก่อนว่า
    “แล้วสิ่งที่คนพูดมาสองพันกว่าปีแล้วนี่ คนยิ่งไม่ลืมกันง่าย ๆ หรือ แล้วเอามาพูดกันอยู่ได้”
    และแล้ว หลวงพ่อเทียนก็เหมือนกับกระแทกจานข้าว ลุกขึ้น แล้วเดินจากไป ดิฉันจำคำพูดที่ถูกเผ๋งเลยไม่ได้ เรื่องนี้ดิฉันได้ฟังจากอาจารย์เขมานันทะด้วยหูตนเองเมื่อได้มีโอกาสมากราบเยี่ยมเยียนสนทนากับอาจารย์ และยังได้ฟังจากเทปธรรมะของอาจารย์เขมานันทะและอ่านจากหนังสือของท่านด้วย เพราะเป็นเหตุการณ์ที่กระทบถึงขั้วหัวใจของอาจารย์เขมานันทะมาก
    สิ่งที่หลวงพ่อเทียนพูดและทำนั้น เหมือนกับจาบจ้วงพระบรมศาสดา แต่ไม่ใช่เช่นนั้นเลย นั่นเป็นการแสดงออกถึงความห้าวหาญในสัจธรรมอันสูงสุดที่หลวงพ่อได้เข้าถึงแล้วต่างหาก จึงสามารถทำเช่นนั้นได้ มิเช่นนั้นแล้ว พระชราที่มีพื้นฐานเป็นชาวนาจากชนบทจะไม่กล้าพูดและทำเช่นนั้นเด็ดขาด
    ดิฉันพบหลวงพ่อเทียนครั้งแรกที่วัดชลประทานโดยการแนะนำของอาจารย์เขมานันทะ คงจะราวกลางปี ๒๕๑๘ หลวงพ่อเพิ่งมาจากเมืองเลย จึงยังคงถนัดพูดภาษาลาวอยู่ ท่านอ่านหนังสือไม่ออก เพิ่งมาหัดอ่าน หัดเขียนหนังสือและพูดภาษากลางในช่วงนั้นเอง แสวดงว่าหลวงพ่อเทียนไม่ได้อ่านพระไตรปิฎกหรือแม้หนังสือธรรมะทั่วไปเลย ท่านคงจะเหมือนชาวพุทธอีกมากมายที่ฟังธรรมะแล้วก็นำมาปฏิบัติทันทีจนสามารถเห็นธรรมด้วยตนเอง หลวงพ่อเทียนจึงสามารถสอนวิธีการทำสมาธิโดยวิธีการยกมือของท่าน ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่เหมือนอาจารย์ท่านใดในยุคนั้นเลย เมื่อคนทำแล้ว หากมีจริตนิสัยที่ถูกต้องด้วย ก็สามารถบรรลุเป้าหมาย คือ มีมรรค (มีสติอยู่ที่การยกมือ)กับมีผล (พบความสงบในใจ) ดิฉันก็ทำวิธีการของท่านอยู่หลายปีเช่นกัน
    หลวงพ่อเทียนเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากว่าการเข้าถึงธรรมนั้นไม่จำเป็นต้องอ่านพระไตรปิฎกหรือหนังสือธรรมะมากมาย ใคร ๆ ก็สามารถเข้าถึงธรรมได้หากสามารถจับหลักเรื่องการฝึกสติให้อยู่กับฐานได้เท่านั้น นอกจากนั้น ผู้ที่บรรลุธรรมแล้ว เมื่อต้องการสอนคนให้รู้ตามนั้น จะไม่อ้างอิงพุทธพจน์มากนัก หรือไม่อ้างเลยก็ได้โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้อ่านพระพุทธพจน์มาก่อน แต่สามารถสอนได้เพราะได้อิงอยู่กับธรรมที่ตนเองเห็นตำตาอยู่ และธรรมตัวนั้นเองจะคุ้มครองเจ้าของแห่งธรรมนั้นให้ปลอดภัยได้เสมอ จึงสามารถแสดงความห้าวหาญในธรรมได้เช่นนั้น
    นี่เป็นความเด่นของครูบาอาจารย์ที่เข้าถึงธรรมแล้วอย่างแท้จริง ซึ่งทุกท่านจะพูดสอนคนเหมือนกันหมดว่า หากใครต้องการเข้าถึงธรรมอันสูงสุดแล้ว “อย่าเกาะแน่นอยู่กับพระธรรมคัมภีร์” เป็นอันขาด พระเซ็นบางท่านถึงกับบอกให้เผาพระคัมภีร์เลยทีเดียว ซึ่งดิฉันเห็นว่า อาจจะสุดโต่งไปหน่อย พระพุทธพจน์น่ะไปเผาไม่ได้หรอก บาปมาก จำเป็นต้องรักษาไว้ให้ดี เพียงแต่ขอให้รู้เท่านั้นว่า พระไตรปิฎกเป็นเพียงแผนที่บอกทางเพื่อให้คนรู้ว่าจะบรรลุเป้าหมายปลายทางของชีวิตอย่างไรเท่านั้น ฉะนั้น อ่านให้พอรู้เรื่อง เมื่อจับหลักได้แล้ว ต้องปล่อยวางหนังสือ และเริ่มออกเดินทางทันทันโดยวิธีการของสติปัฏฐานสี่ หรือ ทำวิปัสสนา นั่นเอง
    เรื่องจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานเป็นเรื่องใหญ่ที่ซับซ้อนและเป็นเรื่องยาวมากที่ต้องพูดกันนาน นี่เป็นเนื้อหาของหนังสือคู่มือชีวิตภาควิปัสสนาซึ่งดิฉันก็ยังไม่มีหนทางทราบได้เลยว่าจะเขียนได้เมื่อไร เพราะไม่มีเวลาอันเป็นสัดส่วนที่ยาวพอ การเขียนหนังสือเล่มนี้ จำเป็นต้องมีการปลีกตัวและเขียนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งดิฉันยังทำไม่ได้ในทุกวันนี้ เพราะยังมีภาระของแม่บ้านที่ต้องทำงานจุกจิก จิปาถะอยู่ อย่างไรก็ตาม ดิฉันจะพยายามตอบข้อข้องใจของคำถามที่ว่า จิตตานุปัสสนา เป็นเรื่องการดูความคิด ใช่หรือไม่ ฉะนั้น ขอเวลาดิฉันอีกสักสองหรือสามอาทิตย์ ดิฉันจะเขียนส่งมาให้คุณได้อ่านกัน
    ดิฉันหวังว่า สิ่งที่พูดในวันนี้สามารถตอบข้อข้องใจของท่านผู้ท้วงติงดิฉันมา พร้อมกับคนอื่น ๆ ที่อาจจะสงสัยความรู้ทางธรรมของดิฉัน
ศุภวรรณ
เบอร์มิ่งแฮม, อังกฤษ
15 มิถุนายน 2547